593Views
Immersive Wellness เทรนด์แห่งการบำบัด เมื่อศิลปะและประสาทวิทยาหลอมรวมเป็นหนึ่ง
ลองนึกภาพว่ากำลังแช่น้ำอุ่นๆ อยู่ท่ามกลางแสง สี เสียง และภาพศิลปะที่โอบล้อมรอบกาย นี่ไม่ใช่แค่เพียงภาพจินตนาการ แต่คือเทรนด์สุขภาพแห่งอนาคตที่เรียกว่า Immersive Wellness
Immersive Wellness หรือ สุขภาวะแบบดื่มด่ำ คือการสร้างสภาพแวดล้อมการบำบัดเยียวยาสุขภาพผ่านประสบการณ์เสมือนจริง โดยใช้เทคโนโลยีสร้างภาพ แสง สี และเสียง เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสหลายด้าน ร่วมกับกิจกรรมสุขภาพพื้นฐานอย่างการแช่น้ำหรือทำสปา ซึ่งการหลอมรวมของทั้งสองสิ่งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสภาวะจดจ่อและผ่อนคลายอย่างลึกซึ้งของผู้เข้าร่วม

จึงจะพาทุกคนมาทำความรู้จักถึงที่มาที่ไปของเทรนด์สุขภาพแบบดื่มด่ำนี้ ว่าเริ่มมาจากไหน มีที่ไหนทำแบบนี้แล้วบ้าง และทำไมคนเราจึงต้องทำสิ่งเหล่านี้กันด้วย
จุดเริ่มต้นที่มาจาก Immersive Art
ก่อนจะมาถึงจุดนี้ หลายคนอาจคุ้นเคยกับ Immersive Art กันมาก่อน จากภาพของห้องนิทรรศการที่ฉายงานศิลปะแบบ 360 องศา สอดประสานไปกับเสียงเพลงที่เปิดคลอไประหว่างรับชม
สิ่งนี้คือการก้าวข้ามกรอบเดิมของการรับชมงานศิลปะ เพราะเราไม่ได้มองเพียงภาพศิลปะบนกำแพงอีกแล้ว แต่ได้ถูกเชื้อเชิญให้ก้าวเข้าไป ‘อยู่’ ในงานศิลปะ จนเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งกับภาพหรือแม้แต่ศิลปิน นำไปสู่สุนทรียการรับชมที่แปลกใหม่ เพราะคุณค่าและความหมายที่ได้รับจะต่างกันไปตามแต่ใจของผู้รับชม

เราได้เห็นปรากฏการณ์เหล่านี้กระจายไปทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็เคยมีนิทรรศการ Van Gogh Alive Bangkok ที่จะพาผู้คนสู่โลกของแวน โก๊ะห์ผ่านภาพเคลื่อนไหว

ในญี่ปุ่นเองก็มี teamLab Planets Tokyo แกลเลอรีดิจิตอลอาร์ตหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว ที่มีหลายนิทรรศการให้ได้เลือกเข้าชม ขณะที่ ARTE MUSEUM ในเกาหลีใต้ก็มีการถ่ายทอดธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์ของเกาะเชจู ไปจนถึง Infinity des Lumières ในดูไบที่โอบล้อมผู้ชมด้วยผนัง LED และ Otherworld Philadelphia ในรัฐเพนซิลเวเนีย ที่นำเสนอศิลปะในธีมไซไฟ (Sci-Fi)
Immersive Wellness: กิจกรรมสุขภาพแบบกระตุ้นประสาทสัมผัส
ขณะเดียวกันสภาวะการดื่มด่ำ (Immersive) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในแกลลอรี เพราะในปัจจุบันการบำบัดสุขภาพที่เน้นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท (neuroscience) ผ่านการสร้างประสบการณ์ดื่มด่ำก็กำลังเกิดขึ้น

จากการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจด้านสุขภาพ ที่จะสูงขึ้นจาก 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2027 สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเหงาและความวิตกกังวล ผู้คนเริ่มมองหาวิธีการบรรเทาความรู้สึกเหล่านี้ ผ่านกิจกรรมสุขภาพต่างๆ
นี่จึงเป็นโอกาสให้หลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่แบรนด์สุขภาพไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ได้พัฒนาโครงการที่ผสานความสนุกเข้ากับการดูแลสุขภาวะ โดยประสบการณ์เหล่านี้ถูกออกแบบบนฐานความรู้ด้านประสาทวิทยาและอารมณ์ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นทิศทางสำคัญของสุขภาพแบบองค์รวมในอนาคต
แช่น้ำชมงานศิลป์ที่ Submersive
ในปี 2026 นี้การรวมตัวระหว่างศิลปะแบบดื่มด่ำและการบำบัดเชิงประสาทวิทยา กำลังจะปรากฏชัดขึ้นในวงการธุรกิจสุขภาพ
โครงการ Submersive คือศูนย์สุขภาวะ (Wellness Center) ในออสติน รัฐเท็กซัส คือโรงอาบน้ำแบบโบราณ (Bathhouse) ที่ผสมผสานกับศิลปะดิจิทัลล้ำสมัยบนพื้นที่กว่า 25,000 ตารางฟุต เพื่อสร้างสภาวะที่เรียกว่า ‘Flow State’ หรือความจดจ่อและผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์

แนวคิดของ Submersive อ้างอิงจากศาสตร์ประสาทสุนทรียศาสตร์ (neuroaesthetics) ซึ่งศึกษาว่า ศิลปะและประสบการณ์ด้านความงามสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง ระบบประสาท อันจะส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างไร

ที่นี่ใช้ศิลปะและเทคโนโลยีช่วยปรับสมองและอารมณ์ โดยจะออกแบบเป็นสภาพแวดล้อมคล้ายสปา มีสระน้ำ น้ำตก ถ้ำ ไอน้ำ และบ่อแช่น้ำเย็น เสริมด้วยแสง เสียง กลิ่น และภาพเคลื่อนไหว
ทั้งหมดนี้เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสรอบด้าน เพื่อพาผู้เข้าชมสัมผัสความรู้สึกเชิงบวกที่เกิดขึ้น ทั้งความพิศวง ความสุข ความอัศจรรย์ จินตนาการ และความผ่อนคลายที่เกิดขึ้นภายในอย่างลึกซึ้ง
สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่ Othership
นอกจากนี้ ในโตรอนโตและนิวยอร์กก็มี Othership ซึ่งเป็น Social Wellness Club ที่เน้นเรื่องการฝึกจิตใจ (mindfulness) ซึ่งมีคอนเซปต์หลักคือการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้มาพบปะกันในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งจะสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงต่อกันและกันให้กับผู้เข้าร่วม


Othership เน้นการบำบัดด้วยความร้อนสลับเย็น เริ่มต้นจาก Performance Sauna ที่ประกอบด้วยเสียงเพลง แสงไฟ โดยในห้องมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 85°C ผสานกับความชื้นจากลูกบอลน้ำแข็งผสมน้ำมันหอมระเหย เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้ตื่นขึ้น และจบด้วยการทำ Ice Baths (แช่น้ำแข็ง) ในอ่างน้ำแข็งในอุณหภูมิเกือบ 0°C เพื่อฝึกความอดทนของจิตใจ ลดการอักเสบ และรีเซ็ตระบบประสาท

โดยแต่ละคลาสจะมีดีเจมานำการซาวน่าและแช่น้ำเย็น เพื่อกระตุ้นผู้เข้าร่วมในแต่ละช่วงของการบำบัด เหล่านี้ถือเป็นกิจกรรมกลุ่มเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และเชื่อมต่อทางสังคมให้กับผู้คน
นอกจากนี้ยังมีการนำการฝึกลมหายใจผ่านเสียงเพลง และเปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันไว้ฝึกด้วยตนเอง เพื่อช่วยควบคุมอารมณ์และลดความเครียดอีกด้วย
เห็นเสียงได้ยินสีที่ Chromasonic
Chromasonic คือนิทรรศการในแคลิฟอร์เนีย ที่เน้นสร้างประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสผ่านคลื่นแสงและเสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อบำบัดจิตใจ และสร้างสภาวะตื่นรู้ให้กับผู้เข้าบำบัด

จุดเด่นของที่นี่คือการทำให้เรารู้สึก ‘เห็นเสียง’ และ ‘ได้ยินสี’ ผ่านเทคโนโลยี Chromasonic Refrequencing ในการคำนวณคลื่นให้สัมพันธ์กัน โดยจะแปลงคลื่นเสียงเป็นคลื่นแสง และคลื่นแสงให้เป็นคลื่นเสียง แบบ Real-time ภายในห้องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งสองอย่างหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้สมองเข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีห้องพิเศษอย่าง Satellite One ห้องรูปทรงไข่ ที่ไม่มีขอบมุมชัดเจน ทำให้เมื่อเข้าไปนั่งหรือนอนแล้วจะรู้สึกเหมือนอยู่ในพื้นที่ที่ไร้ขอบเขต รวมถึง Chromasonic Field พื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ที่ให้คนเดินเข้าไปสำรวจ และโต้ตอบกับแสงสีที่เปลี่ยนไปตามความถี่ของเสียงรอบตัว

ทั้งหมดนี้ทำให้จิตใจอยู่ในสภาวะที่สงบนิ่ง ผ่านการใช้เทคโนโลยีแสงและเสียงมาลวงประสาทสัมผัสในเชิงบวก เพื่อรีเซ็ตสมองและพาเราเข้าสู่สภาวะสมาธิที่ลึกซึ้งผ่านงานศิลปะ ส่งผลให้สามารถเชื่อมโยงกับร่างกายให้เป็นหนึ่งกับจิตใจได้อีกครั้ง
ประสบการณ์มองเห็นผ่านการหลับตาที่ Dreamachine
ในฝั่งลอนดอน Dreamachine คือนิทรรศการที่นำเสนอประสบการณ์การมองเห็นผ่านการ ‘หลับตา’ โดยใช้แสงไฟกะพริบร่วมกับเสียงกระตุ้น ทำให้สมองเราสร้างภาพแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนขึ้นมาในหัว

ที่นี่มีการใช้เทคนิคการกะพริบแสงไฟสีขาว (Stroboscopic Light) ที่ความถี่แบบเจาะจง ร่วมกับดนตรีประกอบ เมื่อแสงผ่านเปลือกตาที่ปิดสนิท มันจะเข้าไปกระตุ้นสมองส่วนการมองเห็นของเราโดยตรง ทำให้มีลวดลายเรขาคณิตและสีสันมหาศาล เกิดขึ้นภายในสมองของเราเอง บางครั้งเราอาจเห็นสีที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

และอีกความมหัศจรรย์ของ Dreamachine คือภาพที่แต่ละคนมองเห็นจะไม่ซ้ำกันเลย เพราะศิลปะเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้สมองที่แตกต่างกันของแต่ละคน สิ่งนี้จึงเปรียบเสมือนการเดินทางเข้าไปสำรวจโลกภายในจิตใจของตัวเอง


ทำให้กระบวนการนี้ไม่ใช่แค่การทำให้เกิดภาพศิลปะที่ความสวยงาม แต่เป็นการบำบัดเพื่อรีเซ็ตระบบประสาท และปลดปล่อยจินตนาการจากภายใน ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกับสภาวะตื่นรู้ในมิติที่ต่างออกไป
ทำไมมนุษย์ต้องการประสบการณ์ดื่มด่ำ
แล้วทำไมเราจึงต้องการสิ่งเหล่านี้? คำตอบอาจอยู่ที่ ‘ความเหนื่อยหน่ายทางดิจิทัล’ ในยุคที่เราติดอยู่กับหน้าจอจนเริ่มไม่เชื่อมโยงกับทั้งตัวเองและโลกภายนอก

การพักใจด้วยประสบการณ์แห่งโลกความเป็นจริงจึงเป็นทางหลีกหนีที่จำเป็น เพราะศิลปะแห่งการดื่มด่ำเหล่านี้ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมโยงกับร่างกายและการรับรู้ทางกายภาพ ทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน มีสติ และรับรู้ถึงสภาวะทางอารมณ์ของตนเองอีกครั้ง
บทความโดย ธันยชนก แสงบรรจง
source: blooloop | VML | rusticpathways
