ส่องเรื่องราวของ Laufey ศิลปิน Pop-Jazz แห่งยุค และเบื้องหลัง The Matter of Time Tour
Laufey (อ่านว่า เล-เวย์) เป็นศิลปินอีกหนึ่งคนที่เชื่อว่าเมื่อพูดถึงเธอ หลับตาแล้วก็คงนึกออกว่าความเป็นเธอนั้นให้ความรู้สึกอย่างไร เพราะมันสะท้อนออกมาในการสร้างสรรค์แนวดนตรี เนื้อร้อง และบุคลิกของเธออย่างแยกกันไม่ออก
แนวดนตรีของเธอยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นแนวอะไรกันแน่ บางอาจเรียกว่า Pop-Jazz แต่ตัวเธอเองก็เคยกล่าวอย่างภาคภูมิใจที่ได้นำกลิ่นอายดนตรีแจ๊สและคลาสสิคมาเรียบเรียงให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น จนปัจจุบันเธอก็ได้รับรางวัลแกรมมี่มาได้ถึงสองครั้ง!
แฟชั่น และ LaufeyCore สุดละมุนของ Laufey

หากนึกถึงการแต่งตัวของ Laufey แน่นอนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนแปลง และหลากหลายไม่น้อย แต่หัวใจของงานเสื้อผ้าของเธอ ก็คือความเป็นผู้หญิงละมุน มีความคราฟต์ที่ผสมผสานกับองค์ประกอบความย้อนยุค แต่ก็ปรับให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น จนอาจเรียกได้ว่ารวมกันเป็นสไตล์ ‘Feminine Modern Vintage’

มู้ดของ Laufey นั้นให้ความูรู้สึกบางเบา โรแมนติก คลาสสิก แต่ก็ไม่เข้าถึงยากจนเกินไป การแต่งตัวของแฟนๆ ที่ไปชมคอนเสิร์ตของเธอก็มักจะสะท้อนความรู้สึกในแบบ Laufey ด้วย ในสไตล์ชวนฝัน มีความเป็นผู้หญิง หรือความครีเอทีฟ แต่ก็ยังมีความร่วมสมัย เหมือนกับแนวดนตรีและบุคลิกของ Laufey นั่นเอง จนอาจเรียกได้ว่าทั้งมู้ดและดนตรีเหล่านี้นั้นเป็น ‘LaufeyCore’ ก็ว่าได้
A Matter of Time Tour

และเมื่อ Laufey ได้มี World Tour คอนเสิร์ตใหญ่เป็นครั้งแรกในชื่อ A Matter of Time Tour แน่นอนว่าความเป็น ‘LaufeyCore’ ก็เหมือนถูกขยายให้ชัดเจนให้เห็นภาพมากขึ้น และถูกตีความออกมาเป็นธีมหลัก เครื่องแต่งกาย การออกแบบเวที และโชว์ อย่างสวยงาม และ Junia ฝาแฝดของ Laufey ยังเป็น Creative Director ของโชว์ในครั้งนี้อีกด้วย
งานออกแบบเวทีโดย STUFISH

STUFISH ผู้ออกแบบเวที A Matter of Time Tour ได้อธิบายไว้ในโซเชียลมีเดียว่า เวทีในโชว์นี้เป็นเหมือน ‘Whimsical World’ หรือโลกแฟนตาซี สุดพิลึกแต่ก็ชวนฝัน มีหลายมิติ เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางดนตรีของ Laufey และยังผสานกับธีม ‘เวลา’ ของอัลบั้ม A Matter of Time ด้วย
เวทีหลักและรองเชื่อมเข้าหากันด้วยทางเดินที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลาย f-Holes บนเครื่องสาย เป็นเส้นโค้งม้วน สื่อถึงความเป็นดนตรีคลาสสิคในตัวศิลปิน รวมถึงความคราฟต์ อ่อนช้อย และละมุนของเธอด้วย

ส่วนเวทีหลักถูกออกแบบให้เหมือนห้องบอลรูมในปราสาท โดยมีหลายระดับและสามารถปรับเปลี่ยนได้ เพื่อรองรับการแสดงที่หลากหลาย เหนือเวทีมีโครงสร้างวงแหวนที่เคลื่อนไหวได้ ผสานความเป็น ‘นาฬิกา’ เข้ากับ ‘ม้าหมุน’ เข้าด้วยกัน

จากเวทีหลักจะเชื่อมต่อไปยังเวทีที่สอง ซึ่งถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือน ‘นาฬิกา’ หรือเรียกกันว่า ‘Clock Stage’ เป็นเวทีที่เหมือนนาฬิกาบนหน้าปกอัลบั้ม โดยมีเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนไหวได้ และในช่วงหนึ่งยังกลายเป็นแพลตฟอร์มหมุนที่พาศิลปินเคลื่อนที่ไปรอบๆ ด้วย และในช่วงหลังของโชว์ก็ดูเป็นพื้นที่ขนาดเล็กๆ ที่อบอุ่นขึ้น เป็นบรรยากาศแบบ Jazz Club


นอกจากนี้ยังมีแท่นสำหรับวงออร์เคสตราทั้งสองฝั่ง มีระเบียงแบบ Juliette balconies สำหรับนักเต้น ทำให้การออกแบบเวทีนี้มีความเป็นละครเวที เหมือนพาผู้ชมเข้าสู่เรื่องราวนิทานแต่ละตอน
อนิเมชั่นเวทีโดย Fray Studio


ส่วนอนิเมชัน 2D และ 3D ที่ฉายบนเวทีนั้นสร้างสรรค์โดย Fray Studio ที่บรรยายในเว็บไซต์ของเขาว่า Junia แฝดของ Laufey ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า อยากให้อารมณ์ของโชว์เป็นความแฟนตาซีแบบที่โตขึ้น แต่ก็มีความดาร์คและแปลกนิดๆ ทุกโชว์ในคอนเสิร์ตเรียงร้อยกันเป็นเหมือนละครเวทีเรื่องหนึ่ง
สามารถอ่านเบื้องหลังการสร้างได้ที่ Fray Studio
เครื่องแต่งกายใน A Matter of Time Tour โดย Bode

โดยในทัวร์ครั้งนี้แบรนด์ Bode โดย Emily Adams Bode Aujla เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายทั้งหมด โดย Laufey เผยว่าเป็นแบรนด์ที่มีแก่นที่เหมือนกับเธอ เพราะงานออกแบบของแบรนด์ Bode ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากละครเวที บัลเลต์ และดนตรีคลาสสิกเช่นกัน
เนื่องจาก Laufey ต้องเล่นเครื่องดนตรีหลายอย่างในโชว์ จึงต้องมีความคล่องตัว และไม่สามารถมีเสื้อผ้าที่หวือหวาต่างจากเดิมในทุกโชว์ได้ เลยต้องมีความเป็นยูนิฟอร์มและเน้นฟังก์ชันประมาณหนึ่ง ผลที่ได้ออกมาจึงเป็นสองชุด ที่มีการถอดและใส่องค์ประกอบต่างๆ ที่เปลี่ยนเล็กน้อยแต่ก็ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป เหมาะกับแต่ละช่วงของโชว์ และถึงจะเป็นชุดเดิม แต่แน่นอนว่ามีหลายสีให้แฟนๆ ลุ้นกันแน่นอน



ในชุดแรกของโชว์จะเป็นชุดกระโปรงฟูฟ่องที่เหมือนบัลเลต์ ให้ความรู้สึกแฟนตาซีเหมือนอยู่ในนิทาน มีรายละเอียดปักต่างๆ ที่ดูคราฟต์และเป็นเอกลักษณ์ เมื่อถอดกระโปรงชิ้นล่างออก ก็จะกลายเป็นเดรสสั้นที่มีพู่ระบายเหมือนชุดแฟลปเปอร์ที่ใส่กันในคลับแจ๊สยุค 20s

ส่วนชุดที่สองนั้นเป็นชุดที่มีบรา กระโปรงสั้น และแจ็คเก็ต ที่มีแรงบันดาลใจมาจากชุดหนึ่งในภาพยนตร์ Ziegfeld Follies ที่เหมือนชุดเครื่องแบบทหาร ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ดูเหมือนชุดทหาร Nutcracker เข้ากับธีมแฟนตาซีของโชว์ และชุดบัลเลต์ในต้นโชว์อีกด้วย
Lauver’s Best Dressed

‘รางวัลชุดแต่งกายดีเด่น’ เป็นอีกช่วงของโชว์ที่จัดขึ้นมาเป็นพิเศษเป็นสีสัน โดยทีมงานจะเลือกผู้ชมผู้โชคดีมารับรางวัล โดย Meimei the Bunny จะเป็นผู้มอบมงกุฎให้ ซึ่งเกณฑ์การเลือกก็ไม่ได้แน่นอน ซึ่งครั้งหนึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลก็คือ Alysa Liu นักเสกตช์ลีลาที่นำเพลง Promise ของ Laufey ไปประกอบการแสดง จนปัจจุบันเธอก็ได้รับเหรียญทองโอลิมปิกมาแล้วอีกด้วย !

ส่วนใครอยากจะลุ้นรับรางวัลนี้ ก็ทำใจสบายๆ แต่งตัวครีเอทีฟในแบบของตัวเอง และไม่ว่าจะได้รางวัลหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นการร่วมสนุกที่ไม่น่าพลาด !
🐰 Meimei the Bunny
Laufey ผูกพันกับกระต่ายมาตั้งแต่เด็ก เพราะเกิดปีกระต่าย และมักจะรายล้อมไปด้วยตุ๊กคากระต่ายเสมอ กระต่ายจึงเป็นเสมือนตัวแทนของเธอในวัยเด็ก
ชื่อของกระต่ายตัวนี้ มาจากคำว่า “Mei Mei” ในภาษาจีนที่แปลว่า “น้องสาว” ซึ่งเชื่อมโยงกับการมีเชื้อสายจีนของ Laufey ตัวละครนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘Lauvers’ แฟนคอมมูนิตี้ของ Laufey
นอกจากนี้ Meimei ยังเป็นชื่อแฝงและมาสคอตที่ Laufey ใช้สำหรับปล่อยเพลงเวอร์ชัน instrumental, lofi และเวอร์ชัน sped-up ของตัวเอง และเป็นหนังสือเด็กเล่มแรกของเธอ ที่ใช้ชื่อว่า ‘Mei Mei The Bunny’ ซึ่งวางจำหน่ายในวันที่ 21 เมษายน 2026 ที่ผ่านมาด้วย



หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของ กระต่ายตัวเล็กที่มีความฝันอยากทำให้โลกมีความสุขผ่านเสียงดนตรีของเธอ โดยตัวละคร Mei Mei เป็นตัวละครที่อยู่กับ Laufey มาหลายปีแล้ว และหนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบโดย Lauren O’Hara
โดย Mei Mei The Bunny จะปรากฏใน สินค้า Merch, ตุ๊กตา, Social Media และ Event / Concert ต่างๆ ของ Laufey อีกด้วย
Mei Mei The Bunny ยังมีช่องทาง Social Media, Official Website รวมไปถึงบัญชี Spotify ของตัวมาสคอตเองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ในคอนเสิร์ตยังมีช่วงพิเศษที่มอบรางวัล Best Dressed ให้กับแฟนคลับผู้โชคดี ซึ่ง Mei Mei จะเป็นผู้มอบมงกุฎให้กับผู้โชคดีในแต่ละคอนเสิร์ตที่ผ่านมา

อ่านกันแล้ว ก็เตรียมพบกับ Laufey ได้ที่คอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทย “A Matter of Time Tour in Bangkok” 31 พฤษภาคม 2026 นี้ ที่ อิมแพ็ค อารีน่า
