Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

ส่องความงามของ ‘ศิลปะลูกผสม’ 3 ศิลปินที่หลอมรวมวัฒนธรรม 2 ซีกโลกเข้าด้วยกัน

ท่ามกลางความหลากหลายของอารยธรรมมนุษย์ หนึ่งในสิ่งที่ก้าวข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์และกำแพงทางวัฒนธรรม แล้วทำหน้าที่เป็นภาษาสากลผสาน 2 ซีกโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันก็คือ ‘ศิลปะ’

ศิลปะผสานสองซีกโลก ‘ตะวันตก+ตะวันออก’

เมื่ออัตลักษณ์ที่แตกต่างขัดแย้งโคจรมาพบกันระหว่างซีกโลก ‘ตะวันออก’ ผู้เปี่ยมด้วยจารีต คติความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ และจิตวิญญาณ กับซีกโลก ‘ตะวันตก’ ผู้รุ่งเรืองด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ ทัศนียภาพสมจริง และหลักกายวิภาค ได้ก่อให้เกิดจุดตัดทางความสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ

การผสมผสานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลอกเลียนแบบเทคนิคของกันและกัน หากแต่เป็นการหลอมรวมทางความคิดและการปรับตัวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวบทใหม่ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการประนีประนอมและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมอันไร้ขอบเขต

ความงดงามบทใหม่จาก 3 ศิลปิน

ในครั้งนี้จะพาไปสำรวจการลดทอนความขัดแย้งเชิงจารีต สอดประสานวิธีการแบบตะวันตกกับอัตลักษณ์และคติความเชื่อแบบตะวันออก ผ่านกลวิธีในการสร้างสรรค์ผลงานของ 3 ศิลปิน รวมถึงเจาะลึกถึงเส้นทางชีวิต และแรงบันดาลใจ

  • Giuseppe Castiglione – บาทหลวงชาวอิตาเลียนผู้ปฏิวัติจิตรกรรมราชสำนักจีน
  • Raja Ravi Varma – บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของอินเดีย
  • Galileo Chini – จิตรกรจากฟลอเรนซ์ ผู้ฝากฝีแปรงไว้ในสยาม

ผลงานของพวกเขาไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะในยุคนั้น แต่ยังส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมร่วมสมัยและทัศนคติของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน เป็นข้อพิสูจน์อันเด่นชัดว่า เมื่อโลกตะวันออกเดินทางมาบรรจบกับโลกตะวันตก ความงดงามบทใหม่ที่ทรงพลังและยั่งยืนจึงได้ถือกำเนิดขึ้น


จูเซปเป คาสติกลิโอเน – หลางซื่อหนิง

Giuseppe Castiglione เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1688 ณ ย่านซานมาร์เชลลิโน นครมิลาน โดยเป็นบุตรของ Pietro Castiglione เขาได้รับการศึกษาและฝึกฝนทักษะการวาดภาพอย่างเป็นระบบในนครมิลาน

อีกทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินคนสำคัญในยุค Baroque อย่าง ‘Andrea Pozzo’ ศิลปินและสถาปนิกเยซูอิตผู้เลื่องชื่อในยุคนั้น ผ่านเทคนิคการเขียนภาพลวงตาบนฝาผนัง (Quadratura) และการเขียนทัศนียภาพ รวมถึงความตระการตา มิติแสงเงาที่รุนแรง และความสมจริงเชิงกายวิภาค ตามขนบของศิลปะแบบบาโรก

เมื่ออายุได้ 19 ปี เขาได้ตัดสินใจเข้าร่วมสมาคมเยซูอิต (Society of Jesus) ในฐานะบราเดอร์ผู้เตรียมตัวอุทิศตนเพื่องานเผยแผ่ศาสนา แต่ด้วยพรสวรรค์ทางศิลปะ ทำให้คณะเจซูอิตเลือกเขาให้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อตอบสนองราชประสงค์ของจักรพรรดิคังซีที่ทรงระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่าต้องการจิตรกรยุโรปที่ผ่านการฝึกฝนทักษะขั้นสูงอย่างแท้จริง โดยเดินทางถึงมาเก๊าและปักกิ่งในปี ค.ศ. 1715

เมื่อจักรพรรดิหย่งเจิ้งเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1723 กลับเป็นช่วงเวลาอันมืดมนของศาสนาคริสต์ในประเทศจีน คณะมิชชันนารีถูกจำกัดบทบาท คริสเตียนชาวจีนถูกปราบปราม ถูกสั่งห้ามไม่ให้เผยแผ่ศาสนาและไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากเมืองหลวง

ยุครุ่งเรืองสูงสุดของคาสติลิโอนี เกิดขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง (ค.ศ. 1736–1795) หลังจากที่เขาได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ‘ภาพม้วนร้อยอาชา’ (One Hundred Horses) แด่องค์จักรพรรดิผู้ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นจิตรกรหลวง

คาสติลิโอนีปฏิบัติหน้าที่รับใช้จักรพรรดิเฉียนหลงเป็นเวลาสามทศวรรษ ทรงวาดภาพเหมือนอย่างเป็นทางการของจักรพรรดิ พระราชวงศ์ สัญลักษณ์มงคล และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ถึงกับได้รับมอบตำแหน่งขุนนางขั้นที่สาม และภายหลังการเสียชีวิตลงในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1766 ณ กรุงปักกิ่ง จักรพรรดิเฉียนหลงผู้ทรงเสียพระทัยอย่างยิ่งต่อการจากไปของศิลปินผู้เป็นสหาย ได้ทรงพระราชทานตำแหน่งย้อนหลังให้เป็นรองเสนาบดี พร้อมทั้งมอบเงินจากคลังหลวงจำนวน 300 ตำลึงเพื่อจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติในแบบขุนนางชั้นสูง ร่างของเขาได้รับการฝังอย่างสงบ ณ สุสานจาหลาน สุสานประวัติศาสตร์ของคณะมิชชันนารีในปักกิ่ง

คาสติลิโอนีถือเป็นศิลปินคนแรกๆ ที่ประนีประนอมระหว่างระเบียบทัศนียภาพแบบตะวันตก และข้อจำกัดเชิงสุนทรียศาสตร์ของจีน ในราชสำนักชิง เขาต้องเผชิญกับจารีตของศิลปะแบบราชสำนักที่เน้นอุดมคติเพื่อเป้าหมายทางการเมืองและความเกรียงไกรของราชวงศ์

ความแตกต่างทางความคิดนี้นำไปสู่การปรับตัวของแนวทางของเขาในหลายมิติ ตั้งแต่การลดทอนแสงเงาเพื่อความสมบูรณ์แบบในภาพเหมือนของจักรพรรดิ ต่างจากภาพแบบบาโรกที่ใช้เทคนิคแสงเงาตัดกันอย่างรุนแรง (Chiaroscuro) เพื่อขับเน้นมิติตื้นลึกและความลึกลับ

เขาละทิ้งเงาที่ตัดกันรุนแรง แต่เลือกใช้การสอดแทรกเงาไว้ในจุดอ้างอิงที่แนบเนียน เช่น บริเวณใต้ท้องของกิ่งไม้ใหญ่ หรือเงาจางๆ ที่ตกกระทบพื้นใต้กีบเท้าของม้า ภาพวาดพืชและสัตว์ที่ไม่ได้สื่อสารความสมจริงทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการซ้อนทับความหมายข้ามวัฒนธรรม เช่น ภาพสุนัขหรือนกเหยี่ยวที่มีแววตาเป็นประกายแฝงความตื่นตัว และขนที่สะท้อนแสงนุ่มนวล สื่อถึงความสมบูรณ์และสัญญะมงคลของจักรวรรดิ

ตัวอย่างผลงานสำคัญของ Giuseppe Castiglione

  • The Young Qianlong Emperor, 1736
  • Qianlong Emperor in Court Dress, 1736
  • Qianlong Emperor in Ceremonial Armour on Horseback, 1758
  • One Hundred Horses, 1728
  • Four Afghan Steeds, 1762
  • Xian’e Changchun Album, c. 1735

ภาพเหมือนของจักรพรรดิเฉียนหลงในฉลองพระองค์แบบต่างๆ เช่น ‘ภาพจักรพรรดิเฉียนหลงในวัยหนุ่ม’ (The Young Qianlong Emperor) และ ‘ภาพจักรพรรดิเฉียนหลงในฉลองพระองค์แบบราชสำนัก’ (The Qianlong Emperor in Court Dress) ซึ่งวาดขึ้นในปีที่จักรพรรดิทรงขึ้นครองราชสมบัติ ขณะที่พระองค์มีพระชนมายุเพียง 25 พรรษา

โครงพระพักตร์ที่มีมิติและแสงเงาที่สมจริงแต่นุ่มนวล ต่างจากภาพวาดจักรพรรดิแบบจารีตของจีนที่แบนราบเป็น 2 มิติ เขาปรับลดความเข้มของเงาลงตามพระราชวินิจฉัย ฉลองพระองค์ถูกวาดด้วยลายเส้นที่คมชัดและประณีตตามแบบแผนจิตรกรรมหลวงของราชวงศ์ชิง

รวมถึง ‘ภาพจักรพรรดิเฉียนหลงในฉลองพระองค์ออกศึกบนหลังม้า’ (Qianlong Emperor in Ceremonial Armour on Horseback) ซึ่งสะท้อนความภูมิใจในรากเหง้าความเป็นนักรบของชาวแมนจู จุดเด่นที่สุดคือ ‘ม้า’ ซึ่งแสดงกายวิภาคของสัตว์แบบตะวันตกในการวาด กล้ามเนื้อ มิติ ความเงาของขนม้า และท่วงท่าการก้าวเดินของม้าจึงดูมีพลังและสมจริงมาก แตกต่างจากภาพวาดม้าของจีนแบบจารีตอย่างเห็นได้ชัด

อีกผลงานสำคัญ นั่นคือ ‘ภาพม้วนร้อยอาชา’ (One Hundred Horses) วาดเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1728 ถือเป็นภาพม้วน (Handscroll) แบบจีนที่มีความยาวเกือบ 8 เมตร

เขาใช้เทคนิคทัศนียภาพแบบตะวันตก แสดงองค์ประกอบภาพที่อยู่ไกลออกไปมีขนาดเล็กลงตามระยะทางจริง ต่างจากภาพวาดทิวทัศน์จีนดั้งเดิมที่จะใช้วิธีวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ม้าในภาพทั้งหมด 100 ตัว ถูกวาดในท่าทางที่ไม่ซ้ำกัน บางตัวกำลังกินน้ำ นอนเล่น วิ่งเล่น ต่อสู้กัน หรือกำลังข้ามแม่น้ำ โดยมีการลงแสงเงาให้กล้ามเนื้อม้าดูแน่นและมีมิติสมจริง

ลักษณะเดียวกับ ‘ภาพชุดยอดอาชาทั้งสี่แห่งอัฟกานิสถาน’ (Four Afghan Steeds) ซึ่งนำเสนอความสมจริง และลักษณะกายวิภาคของม้า บนพื้นหลังเรียบ หรือ ‘ภาพชุดเซียนเอ๋อฉางชุน’ (Xian’e Changchun Album) ซึ่งรวบรวมภาพวาดดอกไม้ และนก 16 ภาพ ที่เป็นมงคลตามคติจีน

ผสานความสมจริงทางพฤกษศาสตร์ มิติแสงเงา สีสัน และพื้นผิว ทำให้ภาพดูนุ่มนวลและมีมิติราวกับมีชีวิต ร่วมกับองค์ประกอบภาพตามขนบจิตรกรรมจีน เพื่อสื่อสารความหมายอันเป็นมงคลแก่จักรพรรดิและพระราชวงศ์

สมุดภาพชุดนี้ถือเป็นงานชิ้นโปรดของจักรพรรดิเฉียนหลงอย่างมาก พระองค์ทรงประทับตราพระราชลัญจกร (ตราประทับส่วนพระองค์) ลงบนภาพเพื่อแสดงความชื่นชม


ราชา รวิ วรรมา (Raja Ravi Varma)

Raja Ravi Varma ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะ ‘บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของอินเดีย’ ผู้บุกเบิกการผสานรวมระหว่างเทคนิคแบบตะวันตก เข้ากับประเด็นเชิงสัญลักษณ์ในตำนานเทพปกรณัมฮินดูและวิถีชีวิตในราชสำนักอินเดียบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่

วรรมาเกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1848 ในตระกูลขุนนางระดับสูง ณ พระราชวังกิลิมานัวร์ รัฐทราแวนคอร์ บิดาเป็นปราชญ์ภาษาสันสกฤต และมารดาเป็นกวีและศิลปินหญิงผู้ปลูกฝังความเข้าใจในวรรณคดีอินเดียให้แก่เขาตั้งแต่เยาว์วัย

จนกระทั่งได้รับการสอนการวาดภาพสีน้ำโดย Rama Swamy Naidu จิตรกรหลวงประจำราชสำนัก และเทคนิคการทำงานของ Theodor Jensen จิตรกรชาวเดนมาร์กที่เดินทางมาเยือนในขณะนั้น แม้เขาไม่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะอย่างเป็นทางการ แต่ได้อาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกเรื่องการผสมสีและทัศนียภาพอยู่นาน 9 ปี

ในปี ค.ศ. 1870 วรรมาได้รับงานว่าจ้างวาดภาพเหมือนครอบครัวชิ้นแรก ต่อมาผลงานภาพวาดของเขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดศิลปกรรมเมืองมัทราส (Madras Fine Art Exhibition) ในอีก 3 ปีต่อมา ความสำเร็จดังกล่าวทำให้วรรมาได้รับการติดต่อว่าจ้างจากราชวงศ์ต่างๆ ทั่วอินเดีย โดยเฉพาะมหาราชา ซายาจิราว คายัคเวด ที่ 3 (Maharaja Sayajirao Gaekwad III) แห่งบาโรดา ผู้เชิญเขาไปวาดภาพราชวงศ์และภาพเทพปกรณัมจำนวนมาก

เขาได้รับเกียรติยศอย่างมาก ได้ร่วมแสดงใน World’s Columbian Exposition ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา รวมถึงได้รับเหรียญทองเกียรติยศในนามของกษัตริย์อังกฤษ จากอุปราชอินเดีย นอกจากนี้เขาได้จัดตั้งโรงพิมพ์ภาพสีขึ้นในนครมุมไบ ในปี ค.ศ. 1894 ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่แปรเปลี่ยนศิลปะจากของเฉพาะชนชั้นสูงไปสู่การขับเคลื่อนทางสังคมของคนหมู่มาก

ภาพพิมพ์เหล่านี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงบวกต่อสังคมอินเดียอย่างประเมินค่ามิได้ ภาพพิมพ์โอลีโอกราฟราคาถูกแต่วิจิตรงดงาม ทำให้ชนชั้นล่างสามารถเป็นเจ้าของเทพเจ้าที่เขานับถือ หรือฉากจากวรรณกรรมได้ในราคาเพียงไม่กี่รูปี ศิลปะจึงทำหน้าที่ลดทอนการผูกขาดความเชื่อและอำนาจเหนือธรรมชาติของชนชั้นนำ

แรงบันดาลใจหลักของวรรมา เกิดจากการปะทะสังสรรค์ระหว่างมรดกทางปัญญาแบบศาสนาฮินดูคลาสสิกกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคอาณานิคม จากการเติบโตขึ้นในครอบครัวที่เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตและคัมภีร์ดั้งเดิม เขาจึงนำโครงเรื่องหลักจากมหากาพย์และวรรณคดีฮินดูมาเป็นแกนหลักในการสรรค์สร้างผลงาน

แรงบันดาลใจจากความหลากหลายของชาติพันธุ์ในอินเดีย จากการเดินทางรับงานว่าจ้างทั่วมุมต่างๆ ศึกษาและเก็บบันทึกใบหน้า สัดส่วน ผิวพรรณ ตลอดจนวิธีการห่มส่าหรีและเครื่องประดับศีรษะอันสลับซับซ้อนของผู้หญิงในแคว้นต่างๆ เพื่อนำมาประกอบสร้างเป็นภาพลักษณ์ของเหล่านางในวรรณคดีและเทพสตรีผู้เป็นที่เคารพรัก

ร่วมกับแรงบันดาลใจจากสมุดภาพผลงานศิลปะคลาสสิกแบบตะวันตกที่รวบรวมงานของศิลปินชั้นครูอย่าง Raphael และ Rembrandt ซึ่งเขาใช้เป็นตัวแบบในการศึกษาองค์ประกอบภาพและสรีระวิทยาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทแบบ อินเดีย ศึกษาโครงสร้างที่ถูกต้องตามหลักกายวิภาค และใช้แสงและเงาที่ตัดกันอย่างมีทิศทางเพื่อสร้างปริมาตรของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และสัดส่วนที่เสมือนมีชีวิตจริง

ตัวอย่างผลงานสำคัญของ Raja Ravi Varma

  • Shakuntala looking for Dushyanta, 1898
  • Hamsa Damayanti, 1899
  • Saraswati, 1896
  • Lakshmi, 1896
  • Galaxy of Musicians, 1889

วรรมานำเสนอภาพของตัวละครในวรรณคดีสันสกฤตอย่างสมจริงและปุถุชน ผลงานสำคัญคือ ‘ศกุนตลาเหลียวมองทุษยันต์’ (Shakuntala Looking for Dushyanta) วาดขึ้นในปี ค.ศ. 1898 แสดงขณะนางศกุนตลาขณะแสร้งหยุดเดินเพื่อดึงหนามออกจากฝ่าเท้า ทว่าท่วงท่าการบิดเอี้ยวตัวและหันศีรษะกลับไปนั้น เป็นเพียงข้ออ้างในการแอบมองราชาทุษยันต์ผู้เป็นคนรักที่กำลังลาจากไป

หรือภาพ ‘หงส์กับนางทมยันตี’ (Hamsa Damayanti) ที่จำลองฉากนางทมยันตีสวมส่าหรีสีแดง ยืนพิงเสาระเบียงพระราชวังด้วยสายตาตื้นตันและกระวนกระวายใจขณะสดับฟังข้อความจากหงส์สวรรค์ ใบหน้าที่แสดงอารมณ์ รวมถึงการให้แสงและฉากหลังอันสมจริง เป็นการเชื่อมโยงความจริงทางกายภาพและความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ให้เข้ามาอยู่ในระนาบเดียวกันได้อย่างงดงาม

ผลงานเลื่องชื่อ อย่าง ‘พระสุรัสวดี’ (Saraswati) และ ‘พระลักษมี’ (Lakshmi) เทพีที่เป็นที่รู้จักและบูชาอย่างกว้างขวางทั่วประเทศอินเดีย วรรมามีการจัดวางองค์ประกอบที่ต่างจากข้อกำหนดในพระคัมภีร์เพื่อให้เทพเจ้าเข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

องค์เทพีได้รับการวาดให้เป็นสตรีธรรมดาที่มีความงดงาม อบอุ่น และจับต้องได้ ทลายภาพลักษณ์เดิมที่แข็งทื่อและห่างเหินในศิลปะยุคก่อน สองภาพนี้ถือผลงานประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อวัฒนธรรมป๊อปและ ‘ภาพจำ’ ของเทพเจ้าอินเดียมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนภาพอย่าง ‘ชุมนุมนักดนตรี’ (Galaxy of Musicians) แสดงความหลากหลายของสตรีอินเดีย ทั้ง 11 คน ซึ่งได้รับการคัดสรรให้เป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ ภูมิภาค และสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันไปทั่วอินเดีย

รายละเอียดของรูปแบบการนุ่งส่าหรี เครื่องประดับ โครงสร้างใบหน้า และสีผิวที่หลากหลาย ผนวกกับเครื่องดนตรีของอินเดียหลากชนิด วรรมาตั้งใจใช้ ‘ดนตรี’ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมร้อยความต่างวัฒนธรรมให้มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสันติ


กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini)

Galileo Chini เกิดที่นครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1873 และถึงแก่กรรมที่เมืองเดียวกันในปี ค.ศ. 1956 ชีวิตและเส้นทางการสร้างสรรค์งานศิลปะของเขานับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย

คินีเริ่มต้นก้าวเข้าสู่วงการมัณฑนศิลป์อย่างจริงจังภายหลังการสูญเสียบิดา ส่งผลให้เขาตัดสินใจอุทิศตนให้แก่ศิลปะการตกแต่ง โดยเข้าศึกษาที่สถาบันศิลปะแห่งซานตาโครเช ในฟลอเรนซ์ ในระยะแรกเขาทำหน้าที่เป็นช่างตกแต่งฝึกหัดร่วมกับลุงของเขา ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ณ สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งฟลอเรนซ์

ต่อมาในปี ค.ศ. 1896 คินีร่วมก่อตั้งโรงงานเครื่องเคลือบดินเผา ‘Arte della Ceramica’ ขึ้นในฟลอเรนซ์ โรงงานแห่งนี้กลายเป็นแรงสำคัญในการเผยแพร่สไตล์ของกลุ่ม ‘เวียนนาเซเซสซิยง’ (Viennese Secession) สาขาสำคัญของแนวทาง Art Nouveau ในอิตาลีให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

สายสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามและจิตรกรหนุ่มชาวอิตาเลียนผู้นี้ เริ่มต้นขึ้นในงานนิทรรศการศิลปะ Venice Biennale ครั้งที่ 7 ในปี ค.ศ. 1907 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 และได้ทอดพระเนตรการตกแต่ง ‘ห้องแห่งความฝัน’ (Sala del Sogno) ฝีมือของคินี

ส่งผลให้ราชสำนักสยามทาบทามคินีให้เดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อรับหน้าที่ตกแต่งพระที่นั่งองค์ใหม่ที่กำลังก่อสร้างขึ้นในพระราชวังดุสิต นั่นคือ ‘พระที่นั่งอนันตสมาคม’ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน อย่าง ‘Mario Tamagno’ และ ‘Annibale Rigotti’

แต่กว่าที่คินีจะเดินทางมาถึงสยามในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1911 แผ่นดินก็ได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ซึ่งบรรยากาศอันยิ่งใหญ่และแปลกใหม่ของสยาม ณ ขณะนั้นได้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำและกลายเป็นรากฐานในงานศิลปะของเขาในเวลาต่อมา

ตัวอย่างผลงานสำคัญของ Galileo Chini

  • Ceiling of Ananta Samakhom Throne Hall, 1911-1913
  • Festa dell’ultimo dell’anno a Bangkok, 1913
  • La danzatrice Mesù, 1914
  • Scene Design for Turandot, 1924

ผลงานชิ้นเอกของคินีในฐานะสะพานเชื่อมโยงศิลปะจากสองซีกโลก คือ จิตรกรรมฝาผนังบนเพดานของพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเขาได้ร่วมสร้างสรรค์กับเพื่อนจิตรกรชาวอิตาเลียน ‘Carlo Rigoli’

การเขียนภาพสีปูนเปียก (Frescoes) เหล่านี้สะท้อนเทคนิคใช้แสงเงาและการจัดวางสัดส่วนร่างกายตามหลักกายวิภาคของตะวันตกอย่างสมบูรณ์ แต่ยังสามารถแทรกซึมจิตวิญญาณตะวันออกเข้าไปได้อย่างกลมกลืน ตัวละครแบบไทยในภาพปรากฏสัดส่วนร่างกายที่มีความสมจริง และมิติของแสงเงาที่ดูมีชีวิตชีวา ต่างจากจิตรกรรมไทยแบบจารีตที่เน้นการลากเส้นแบบสองมิติ

โดยภาพหลักเล่าเรื่องราวสำคัญใน 6 รัชสมัย แปลงประวัติศาสตร์การสร้างชาติและการปกครองของราชวงศ์จักรีให้ออกมาเป็นสากลตามแบบภาพวาดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของยุโรป (Western Historical Painting) เช่น

ภาพขบวนทัพของรัชกาลที่ 1 เสด็จนิวัตกลับสยามหลังเสร็จสิ้นสงครามกับกัมพูชา ขบวนทัพม้าและทหารหาญถูกจัดวางองค์ประกอบให้อารมณ์คล้ายกับขบวนจักรพรรดิโรมันชนะศึก (Roman Triumph) ท่ามกลางหมู่เมฆบนท้องฟ้า

ภาพ ‘การประกาศเลิกทาส’ ของรัชกาลที่ 5 แสดงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฉลองพระองค์ในชุดราชสำนักแบบตะวันตก เหนือแท่นบันไดหินอ่อน โดยมีเหล่าทาสชายหญิงและเด็กที่ได้รับการปลดปล่อยแสดงความปีติยินดีอยู่แทบเบื้องพระยุคลบาท พื้นหลังแสดงภาพท่าเรือ โรงงาน และพระที่นั่งอนันตสมาคมที่กำลังก่อสร้าง สื่อถึงทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่นำพาสยามเข้าสู่กระแสสมัยใหม่และการค้าระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ลวดลายเถาพรรณไม้แบบอาร์ตนูโวที่ประดับตลอดเพดานพระที่นั่ง ยังมีการสอดแทรกภาพหมู่นก นาค ครุฑ และช้างเอราวัณ สัตว์วิเศษในตำนาน อันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไว้ในภาพได้อย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ

ด้วยผลงานสร้างสรรค์นี้ เขาจึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก จากสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนที่คินีจะเดินทางกลับสู่อิตาลีในเดือนกันยายน ค.ศ. 1913

หลังจากเดินทางกลับสู่อิตาลี คินีได้นำศิลปวัตถุ เครื่องเบญจรงค์ พระพุทธรูป หัวโขน และภาพถ่ายกลับไปด้วยกว่า 600 ชิ้น เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในยุโรป

ผลงานอย่าง ‘งานตรุษจีนที่กรุงเทพฯ’ (Festa dell’ultimo dell’anno a Bangkok) นำเสนอภาพทิวทัศน์ขบวน กลุ่มผู้คน และหัวมังกรกระดาษขยับเขยื้อนท่ามกลางแสงไฟจากโคมทรงกลมที่สว่างไสวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน คินีเลือกใช้เทคนิคการผสานจุดสี และขีดสีโอบล้อมตัวละครที่วาดในลักษณะย้อนแสง แฝงด้วยความเคลื่อนไหวอันทรงพลัง

ภาพเขียน ‘นางรำ’ (La danzatrice Mesù) ที่จัดแสดงในงานเวนิสเบียนนาเลปี พ.ศ. 1914 ก็ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากนางรำที่เขาได้พบเห็นในสยาม

งานสร้างสรรค์ของเขา ส่งอิทธิพลให้คีตกวีอย่าง ‘Giacomo Puccini’ เขียนบทอุปรากรเรื่องสุดท้ายคือ ‘Turandot’ ซึ่งดำเนินเรื่องภายในราชสำนักปักกิ่งในจินตนาการ โดยมอบหมายให้คินีเป็นผู้ออกแบบฉากและเครื่องแต่งกายสำหรับการเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่โรงละครสกาลา นครมิลาน ในปี ค.ศ. 1926

ฉากหลังอันยิ่งใหญ่ตระการตาของพระราชวังต้องห้าม ลวดลายแบบตะวันออก และสัญลักษณ์มงคลที่ปรากฏในการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ได้รับการชื่นชมว่าสามารถผสานจิตวิญญาณศิลปะตะวันตกและตะวันออกได้อย่างมีรสนิยมและทรงพลัง

บทความโดย Pradhom

© 2021 Art of. All rights reserved.

  083-138-5607
contact@artofth.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save