630Views
สังคมเมืองสีฟ้าหม่น ผ่านแว่นตาของ เต๋อ-นวพล ในภาพยนตร์ HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)
เมื่อโปสเตอร์ของภาพยนตร์ ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE’ และตัวอย่างภาพยนตร์ได้ปรากฏออกมา หลายคนคงสัมผัสได้ถึงพลังงานความหม่นและเย็นชาที่เกิดจากหลายองค์ประกอบ
ตั้งแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สังคมเมือง และโลกทุนนิยม ไปจนถึงสีฟ้าหม่น สีเทา และภาพเมืองโทนขุ่นมัวที่ดูเหมือนจะเป็นมากกว่าสิ่งที่เห็น และสะท้อนเรื่องราวอะไรบางอย่าง
รวมถึงคำโปรยที่ว่า ‘เราต่างเป็นพนักงานใหม่บนโลกใบนี้’ ก็สื่อสารได้อย่างแยบยลว่า หนังเรื่องนี้น่าจะลงลึกไปมากกว่าเรื่องโลกการทำงานอย่างแน่นอน
โดยหนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ ‘เฟรน’ พนักงานฝ่ายบุคคลที่ต้องตามหาพนักงานใหม่ ในบรรยากาศการทำงานที่มีความกดดัน และบทบาทใหม่ของเธอในการเป็น ‘แม่’ ที่กำลังจะพาชีวิตใหม่มาสู่โลกนี้

ด้วยประเด็นทางสังคมในเรื่องนี้ที่สื่อสารได้กับผู้คนทั่วโลก ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกจาก GDH ที่ได้ฉายเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 82 (Venice International Film Festival) และล่าสุดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 ก็ได้รับ 2 รางวัล จาก Festival International des Cinémas d’Asie de Vesoul (FICA) ที่ประเทศฝรั่งเศส อีกด้วย


HUMAN RESOURCE นั้นเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ คุณเต๋อ นวพลธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับที่มักจะเลือกเล่าเรื่องราว และ ‘ตั้งคำถาม’ จากมุมมองใหม่ๆ อยู่เสมอ หนังแต่ละเรื่องในอดีตของเขาเป็นเหมือนเพลงที่เล่าถึงแต่ละประเด็นในชีวิต ตั้งแต่ความสุข ความทรงจำ ไปจนถึงความตาย และในเรื่องนี้คุณเต๋อก็ได้เฉลยว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘การเกิด’ นั่นเอง
หากหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนเพลง ก็คงเป็นเพลงที่เงียบงันที่สุด แต่ความเงียบนี้กลับสะท้อนให้เห็นความจริงที่สุดในสังคมเช่นกัน และยังทำให้เสียงในหัวของผู้ชมดังขึ้น ตลอดช่วงเวลาที่รับชมอีกด้วย
หัวใจหนึ่งของหนังเรื่องนี้ คือการก่อให้เกิดการตั้งคำถาม และบทสนทนาขึ้นหลังรับชม Art of จึงได้ถือโอกาสนี้ไปนั่งพูดคุยและตั้งคำถามกับ ‘คุณเต๋อ’ ผู้กำกับของเรื่องนี้
Art of ขอชวนไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ คุณเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ HUMAN RESOURCE ถึงความคิด และเบื้องหลังองค์ประกอบต่างๆ ทั้งที่มองเห็น และมองไม่เห็นในหนังเรื่องนี้กัน
*หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในบทสัมภาษณ์
การสำรวจ และการตั้งคำถาม

ภาพยนตร์หลายเรื่องในชีวิตที่ผ่านมาของ ‘คุณเต๋อ นวพล’ มักมาจากประสบการณ์ผ่านการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งสำหรับเขาในช่วงวัยสี่สิบ ก็เป็นธรรมดาที่มักจะได้รับคำถามจากคนรอบตัวอย่าง ‘อยากมีลูกไหม’
ซึ่งจุดเริ่มต้นจากคำถามนี้ก็นำไปสู่คำถามถัดไปเช่นเดียวกันว่า แล้วโลกทุกวันนี้ มันดีพอสำหรับการใช้ชีวิตของเด็กที่เกิดมาคนนึงหรือเปล่า
“เมื่อเด็กเกิดมา ต่อไปเขาต้องไปใช้ชีวิตในสังคม สังคมมันดีพอไหม แล้วเราต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะซัปพอร์ตเขาได้ คำถามเหล่านี้มันจะไปสัมพันธ์กับเศรษฐกิจบ้านเมืองทันที เพราะปัจจัยมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเพียงอย่างเดียว” คุณเต๋อกล่าว
ความตั้งใจของเขาคือการทำให้ HUMAN RESOURCE ไม่ได้เป็นการมอบบทสรุปที่สำเร็จรูปเหมือนอย่างที่ภาพยนตร์หลายเรื่องมักจะทำกัน
เพราะหากเราถามใครสักคนหนึ่งว่า ‘คนเราเกิดมาเพื่ออะไร’ คำตอบที่ได้จากคนแต่ละคนก็มีได้หลากหลาย แทนที่เราจะมาหาคำตอบ เราอาจจะต้องตอบคำถามจากมันแทน ลักษณะของภาพยนตร์จึงถูกต่อยอดออกมาจากคำถามเหล่านี้ด้วย
กระจกสะท้อนตัวของผู้ชม และความเงียบที่รอการเติมเต็ม

เมื่อภาพยนตร์มีเป้าหมายหลักในการชวนผู้ชมมาร่วมหาคำตอบจึงมีการเลือกใส่ ‘พื้นที่ว่าง’ บางอย่างลงไป ทำให้มันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้
หากรับชมภาพยนตร์มาแล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีความสมจริงเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ตัวหนังเลือกจะไม่ใช้ดนตรีประกอบมาเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของตัวละคร แต่ใช้เสียงบรรยากาศโดยรอบแทน ที่เป็นเสียงที่คนเราได้ยินจริงๆ ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงแอร์ในห้องประชุม เสียงการจราจร หรือเสียงข่าวในวิทยุ

“เราอยากให้คนในอนาคตรู้ว่า เสียงของกรุงเทพหน้าตาเป็นอย่างไรในปี 2026 มันเป็นคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์แบบหนึ่งที่เราตั้งใจบันทึกเอาไว้ในหนังเรื่องนี้” คุณเต๋อได้เขียนเล่าไว้ในโพสต์หนึ่งของเขาทางหน้าเพจเฟสบุ๊ค
เสียงสภาพแวดล้อมและความเงียบจึงถูกปล่อยให้ทำงาน เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตั้งคำถามในหัว และเติมเต็มความหมายผ่านประสบการณ์ของตนเอง ในช่วงขณะที่กำลังเฝ้ามองตัวละครภายในเรื่องเสมือนเป็นบุคคลที่สาม

“หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนภาพจำลองที่เราได้เห็นตัวเราที่ใช้ชีวิตปกติในทุกๆวัน และด้วยความที่มันเป็นหนัง มันจึงกลายเป็นโอกาสที่คนดูจะรู้สึกเหมือนกลับมานั่งดูชีวิตของตัวเราเองด้วย” คุณเต๋อกล่าว
เมื่อ ‘เมือง’ คือ ‘ผู้มีอำนาจ’

ภาพยนตร์เรื่องอื่นอาจมีตัวร้ายหรือ Antagonist ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวละครหลัก แต่สำหรับ HUMAN RESOURCE สิ่งที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวร้าย’ อย่างแท้จริงกลับเป็น ‘สังคมเมือง’ ที่ตัวละครทุกคนกำลังดำรงชีวิตอยู่ เป็นกรอบพลังเงียบๆ ที่คอยกำหนดพฤติกรรมและวิธีตัดสินใจของมนุษย์โดยที่พวกเขาเองอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
คุณเต๋อเชื่อว่า สิ่งที่ชักนำการตัดสินใจของมนุษย์ ไม่ว่าจะนำไปสู่การกระทำในทางที่ดีหรือไม่ดี ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว มันอาจเป็นผลจากสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่หล่อหลอมคนเรา กลับกันเรามักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ตัวเขาเอง”
แต่ในความเป็นจริง วิธีที่เราเติบโต สิ่งที่เราเคยเผชิญ ทั้งความเชื่อทางศาสนาหรือการเมือง ล้วนเป็นกรอบความคิดที่ค่อยๆ กำหนดการตัดสินใจของเราโดยด้วยตัวของมันเอง


ในภาพยนตร์เรื่องนี้ สังคมเมืองถูกวางไว้เป็นฉากหลังของเรื่อง คุณเต๋อเชื่อว่า ‘เมือง’ เป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนภาพรวมของสังคมทั้งประเทศนั้นๆ ออกมาได้อย่างดี เพราะเมืองเป็นพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคนหลายกลุ่ม มีการหมุนเวียนของผู้คนและอำนาจจากทุกยุคทุกสมัย รวมถึงเต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่ก็มีความไม่ปกติบางอย่าง
สิ่งที่ซับซ้อนเหล่านี้เปิดโอกาสให้เกิดเหตุการณ์ที่คอยท้าทายจิตใจของมนุษย์อยู่เสมอ เช่น การแซงคิว การขับรถบนทางเท้า ตามมาด้วยวิธีรับมือของแต่ละคนที่ต่างกัน ซึ่งจะมีทั้งคนที่ปล่อยผ่านได้ และคนที่ยอมไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าด้วยเหตุผลไหน ทุกคนก็ล้วนมีเหตุผลในการตัดสินใจในแบบของตัวเองเสมอ

ความเป็นกลางแบบไม่ตัดสิน

“เวลาผมฟังข่าว ผมมักจะได้ยินข่าวอาชญากรรมที่ผู้ก่อเหตุต้องเป็นใครสักคนหนึ่ง แทนที่ผมจะมานั่งคิดว่าเขาทำแบบนั้นได้ยังไง ผมกลับตั้งคำถามว่า อะไรทำให้เขาตัดสินใจทำแบบนั้นเสียมากกว่า” คุณเต๋อกล่าว
โลกในวันนี้อาจเรียกได้สั้นๆ ว่าเป็น ‘โลกทุนนิยม’ ที่มาพร้อมภาพฝันเรื่องความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานที่สมดุล ความมั่นคง หรือคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เมื่อมองกลับมาที่ความเป็นจริง โดยเฉพาะในชีวิตของชนชั้นกลาง คำถามสำคัญก็คือ โลกใบนี้เอื้อให้เราไปถึงสิ่งเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ หรือเรากำลังใช้ชีวิตไปวันๆ พร้อมกับปัญหาที่ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องชินชา

ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงออกแบบให้ตัวละครมีความเป็นกลางสูง ไม่สุดในทางดีหรือเลว เมื่อหลังหนังจบทุกคนจะได้กลับมาพูดคุยถึงปัญหาที่เราล้วนมีร่วมกัน ซึ่งมันอาจนำไปสู่ข้อสรุปบางอย่างก็ได้
“บางทีเราฟังคำสอนของใครสักคน แล้วนำมาลองใช้กับชีวิตเรา ชีวิตก็ไม่เห็นจะดีขึ้น คนบางคนที่เขาพูดแบบนั้นได้เพราะเขามีอะไรบางอย่างที่เราไม่มี” คุณเต๋อเสริม
มุมมองที่ตีแผ่ชีวิตผู้คนได้อย่างสมจริง

นอกจากเรื่องการที่ไม่มีดนตรีประกอบแล้ว ยังมีองค์ประกอบหลายอย่างที่มีความเฉพาะตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ส่งผลต่อการเล่าเรื่องและอารมณ์ของฉากนั้นๆ อย่างมาก
เช่น ในหลายฉากมักมีการจัดวางมุมกล้องอยู่ทางด้านข้างของตัวละคร โดยคุณเต๋อนำวิธีนี้มาใช้หลังจากทดลองถ่ายทำด้านหน้าของตัวละครมาก่อนแล้ว แต่มันกลับให้ความรู้สึกของอารมณ์ที่ชัดเจนไป ขณะที่การถ่ายจากด้านหลังก็ทำให้ผู้ชมไม่สามารถรับรู้อะไรได้มากพอ


มุมด้านข้างจึงกลายเป็นจุดกึ่งกลางที่พอดี แม้จะไม่เห็นสีหน้าของตัวละครทั้งหมด แต่เทคนิคนี้มันช่วยให้ต่อยอดความคิดในใจของผู้ชมที่มีต่อตัวละครไปได้อีก
นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้สัดส่วนภาพ 3:2 เพราะมันมักถูกใช้กับการถ่ายคนอยู่เสมอ จึงให้ความรู้สึกคล้ายกับการถ่ายพอร์ตเทรตที่มีกลิ่นอายสารคดีอยู่บ้าง
ซึ่งวิธีนี้ช่วยดึงความสนใจของผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับตัวละครแทนที่จะไปสนใจบรรยากาศรอบข้าง และเห็นความรู้สึกของตัวละครในสถานการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น

กรุงเทพ เมืองสีฟ้า


“เวลาผมมองเมืองผ่านแว่นตาของผม สำหรับผมกรุงเทพฯ มันเป็นสีฟ้า เหมือนเวลาที่ยืนอยู่บนตึกสูง เห็นรถวิ่งไปมา แล้วมีแต่ความเงียบ นั่งอยู่ในรถแล้วมีฟิล์มกระจกกันแสงจนมองไม่เห็นอะไรข้างนอก มันเป็นความรู้สึกบลูๆ”
จะสังเกตได้ว่า ในออฟฟิศส่วนใหญ่ทุกวันนี้ มักจะใช้สีโทนเย็น ไม่ว่าจะเป็นสีผนัง แสงไฟ ชุดเสื้อผ้าที่เราใส่ไปทำงาน สภาพแวดล้อมที่เราสามารถเห็นได้ทุกวันเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อต่อการทำงาน


แต่ในทางกลับกัน สำหรับคุณเต๋อ สีสันเหล่านี้มันก็แอบแฝงความเงียบและความไม่ชอบมาพากลบางอย่างอยู่ด้วย
สีโทนเย็นจึงเหมาะสำหรับการเล่าเรื่องของผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในตึก และยังสะท้อนภาพความเป็นจริงของเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์เรื่อง นี้ซึ่งกำลังเล่าเรื่องประเทศของมันอย่างตรงไปตรงมา
ร้านล้างรถอัตโนมัติ จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด

ในการทำงานของคุณเต๋อ แต่ละฉากอาจไม่ได้เกิดจากการวางแผนไว้ล่วงหน้าทั้งหมด และบางฉาก บางโมเมนต์ ก็ได้เห็นความพิเศษจากหน้าสถานที่จริง หรือมอนิเตอร์ในวันถ่ายจริงด้วย
หากใครก็ตามที่ได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแล้ว คงเกิดคำถามกับซีน ‘ร้านล้างรถ’ ไม่มากก็น้อย ซึ่งเดิมทีฉากในร้านล้างรถนี้ คุณเต๋อตั้งใจวางให้มันเป็นซีนไอคอนิกของหนังเรื่องนี้ตั้งแต่แรกสำหรับเขา
เขาเล่าว่า เวลาเข้าไปในเครื่องล้างรถมันให้ความรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง มันทั้งสงบ เงียบ เหมือนได้พักจากความวุ่นวายของชีวิต ทำให้ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองแม้ในช่วงเวลาสั้นๆ ในรถที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

เวลาที่เขาอยู่ข้างในนั้นยังให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในท้องแม่ ทำให้สื่อไปถึง ‘การเกิดใหม่’ ซึ่งเปรียบเสมือนใจความสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้อีกด้วย
“ในขณะที่กำลังถ่ายซีนนี้ ตอนนั่งอยู่หน้ามอนิเตอร์เรารู้สึกว่ามันสวยจังเลย แม้เราจะชอบมันมากแต่ ณ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะเอามันไปใช้ยังไงดี” คุณเต๋อกล่าว
แต่เมื่อภาพยนตร์เข้าสู่กระบวนการตัดต่อ หลายความรู้สึกได้บอกคุณเต๋อว่ามันควรเป็นฉากจบ เพราะมันเป็นซีนที่สามารถสรุปเรื่องราวทั้งหมดของภาพยนตร์ได้เป็นหนึ่งเดียว มันทั้งอธิบายความรู้สึกของตัวละครได้ การตัดสินใจครั้งใหม่ของตัวละคร หรือพูดถึงอีกชีวิตที่กำลังอยู่ในท้อง
“ฉากนี้แม้ว่ามันจะมาจากประสบการณ์และความรู้สึกส่วนตัวของผม แต่ในวันที่ถ่ายจริงมันให้อะไรกับเรามากกว่านั้น และมันสามารถพัฒนาพาเราไปได้ไกลกว่าเดิมเลย” คุณเต๋อเสริม
การทำงานโฆษณากับการทำหนัง

นอกจากบทบาทของผู้กำกับภาพยนตร์ คุณเต๋อยังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังงานกำกับโฆษณาของสินค้าแบรนด์ดังต่างๆ มากมาย ซึ่งประสบการณ์จากโฆษณานี้เอง ที่ทำให้เขาคิดถึงมุมมองของคนดูมากขึ้น
คุณเต๋อเล่าถึงความแตกต่างของการทำงานของงานสองรูปแบบนี้ว่า มันขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการปล่อยผลงาน ซึ่งงานโฆษณาจะถูกปล่อยเร็วกว่า และมีระยะเวลาของการทำงานที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการสร้างหนังหนึ่งเรื่อง

บ่อยครั้งงานโฆษณามักจะมากับคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน เขามักจะรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไรและเขาควรสื่อสารยังไงให้คนดูเข้าใจ งานโฆษณานั้นสามารถวัดผลเรื่องความเข้าใจของคนดูได้ง่ายและรวดเร็วกว่างานภาพยนตร์ แต่ทั้งงานโฆษณาและภาพยนตร์ต่างก็ใช้งานภาพในการสื่อสารกับคนดูด้วยกันทั้งคู่
“สำหรับผมการทำโฆษณามันก็เหมือนการผัดข้าวให้คล่องมือ ทดลองทำไปจนกว่าเรารู้สึกว่ามันพอดี พยายามฝึกให้คนดูเข้าใจเหมือนกับที่เราคิด เวลากลับไปทำหนังมันช่วยทำให้ผมเล่าได้แม่นยำขึ้นด้วย” คุณเต๋อกล่าว

เรียกได้ว่า ประสบการณ์การงานโฆษณาของเขา ก็ได้ส่งผลมาถึงการสื่อสารในแต่ละฉากของภาพยนตร์เช่นกัน ทำให้แต่ละจังหวะการเล่าเรื่องนั้น แม้จะมีองค์ประกอบไม่มาก ก็ล้วนเฉียบคมและกระแทกความรู้สึกผู้ชม
นิทรรศการ Human Resource Center

นอกจากภาพยนตร์ที่จะได้ดูกัน คุณเต๋อ นวพล และ GDH 559 ร่วมกับ Keystone Studio ได้ร่วมกันออกแบบนิทรรศการ Human Resource Center ขึ้นมาด้วย เพิ่มประสบการณ์สำหรับผู้ชมที่อยากมีส่วนร่วมหลังตกตะกอนจากการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้
ความคิดริเริ่มของของนิทรรศการมาจาก ความตั้งใจของคุณเต๋อที่อยากจะให้ข้อความที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์ Human Resource สามารถที่จะเล่าเรื่องผ่านช่องทางอื่นๆ ด้วย
จึงเชิญชวนผู้ชมทั่วไปและแฟนหนังของคุณเต๋อมาร่วมกันทำกิจกรรมภายในนิทรรศการนี้ โดยกิจกรรมภายในนิทรรศการจะชวนให้คนดูมาระบายรู้สึกในใจจากการชมภาพยนตร์ผ่านการกรอกลงในใบสมัครเป็นอะไรก็ได้ หรือจะกรอกในใบลาออกจากการเป็นอะไรก็ได้ แบบไร้ข้อจำกัด
โดยสามารถร่วมกรอกได้ทั้งในออนไลน์และในนิทรรศการจริง และสาเหตุที่มีออนไลน์ด้วย เพราะอยากให้คนจากที่ไหนก็ได้มาร่วมได้ และหลายคนอาจจะอยากหาพื้นที่สงบในการตั้งใจเขียนจริงๆ พื้นที่ในนิทรรศการที่มีผู้คนอยู่รอบๆ อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน
“ลึกๆ แล้วผมเชื่อว่าอย่างน้อยสิ่งที่พวกเขาเขียนลงไป มันคือเหตุผลต่างๆ ที่มาจากข้างในใจพวกเขาจริงๆ” คุณเต๋อกล่าว


สำหรับใครที่สนใจสามารถเดินทางไปร่วมสนุกได้ที่ SF World Cinema สาขา Central World ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ไปจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้
หรือร่วมสนุกผ่านการกรอกแบบสอบถามออนไลน์ได้ตอนนี้เลยผ่านเว็บไซต์ https://humanresourcecenter.gdh559.com/
อัลบั้มเพลง HEAL-MAN RESOURCE

อีกหนึ่งผลงานที่คุณเต๋อ นวพลตั้งใจทำเป็นโปรเจกต์ Spin Off ต่อยอดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลงานในฐานะโปรดิวเซอร์ให้กับอัลบั้ม HEAL-MAN RESOURCE / COMPACT DISC FOR HEALING (ไม่ใช่เพลง ost.) CD ลิมิเต็ดซึ่งมีเพียง 500 แผ่นเท่านั้น ซึ่งเรียกได้ว่าอัลบั้มนี้คือของที่ระลึกให้แฟนหนังได้เก็บไว้เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณจากคุณเต๋อ นวพล
โปรเจกต์นี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากซีนที่ตัวละครฟังเพลงในรถ ซึ่งมักเป็นซีนที่ตัวละครกำลังเลิกงาน หรือพักผ่อน ในแง่หนึ่งดนตรีสามารถช่วยให้เราหนีจากความวุ่นวายได้ คนเรามักจะอยากฟังให้หายเหนื่อย จึงเป็นที่มาของโปรเจกต์นี้ บนหน้าปกอัลบั้มก็เป็นภาพห้องล้างรถนั่นเอง
โดยอัลบั้มนี้มี ‘คุณโหน่ง Photo Sticker Machine’ มาช่วยดูแลในส่วนของ Audio Resource และร่วมกับศิลปินอีกกว่า 5 ชีวิต ประกอบด้วย Noinaa (YONLAPA) , BALLOON BOY by POD , Pang (YELLOW FANG) , YOUTH BRUSH และ Thee Chaiyadej ขับร้องผ่านเพลง 6 เพลง ซึ่งคุณเต๋อ หวังว่ามันจะเครื่องช่วยให้คนที่ฟังสามารถสนุกและผ่อนคลายไปกับมัน ไม่มากก็น้อย
การเดินทางบนเส้นทาง ในฐานะศิลปิน

สำหรับ ‘คุณเต๋อ นวพล’ เป้าหมายบนเส้นทางการสร้างภาพยนตร์คือ ‘การออกตามหาคำตอบของคำถาม’ ที่เขาฝากไว้ในหนังทุกเรื่อง เขาเลือกที่จะรับฟังบทสนทนาและมุมมองของผู้ชม มากกว่าการยึดถือคำตอบสำเร็จรูปหรือวิธีแก้ปัญหาที่ถูกชี้นำอย่างตรงไปตรงมา เพราะเชื่อว่ากระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเหล่านี้มีคุณค่าสำหรับตัวเขามากกว่า
และใน HUMAN RESOURCE เขารู้สึกว่ามันเป็นการตั้งคำถามที่ใหญ่มาก คำถามที่เขาไม่สามารถตอบได้ด้วยตัวเองคนเดียวแน่นอน เมื่อครั้งที่มีการฉาย HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา ในงานของคุณนิ้วกลม ซึ่งมีผู้ชมกลุ่มแรกประมาณ 25 คน คุณเต๋อเล่าว่า ในฉากเดียวกันในภาพยนตร์ กลับได้รับความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงจากผู้ชมแต่ละคน
ทำให้เขาตระหนักว่า ตัวเองอาจไม่ได้กำลังตามหาคำตอบเพียงคำตอบเดียวจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่การเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาผสมกัน อาจช่วยให้เขาเข้าใกล้คำตอบที่เหมาะสมกับคำถามในใจมากขึ้น
หากมองให้ลึกลงไป กระบวนการของคุณเต๋อไม่ต่างจากการเดินทางของศิลปินคนหนึ่ง ที่ใช้ผลงานเป็นเครื่องมือสำรวจความคิดและความรู้สึกภายในของตัวเอง และเมื่อผลงานนั้นถูกส่งต่อ ก็ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้เชื่อมต่อและทบทวนความรู้สึกของตัวเองไปพร้อมกันด้วย
“อยากจะเชิญชวนให้ผู้คนออกมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ มองหนังผ่านแว่นตาของเขา ตั้งคำถาม และออกมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันกับคนรอบตัวกัน”
รับชมภาพยนตร์ พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE ได้แล้ว ตั้งแต่ 29 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์
บทความ: รณกร หนูจีนเส้ง, เบญญดา ถาวรเศรษฐ
ภาพประกอบ: GDH, ช่องทางออนไลน์ของคุณเต๋อ-นวพล
ภาพถ่ายบุคคล: เบญญดา ถาวรเศรษฐ

1 Comment
by Benyada
อยากให้เอาอัลบั้ม Heal-Man ลงช่องทางออนไลน์ด้วยค่ะ อยากฟัง