Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

‘Game Boy’ ตำนานก้อนอิฐสีเทา ผู้กรุยทางความสนุกพกพาได้จากยุค 90 !

หากย้อนเวลากลับไปในยุค 80-90 เป็นช่วงเวลาที่ความสนุกของการเล่นเกมถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในบ้านหรือร้านเกม การพัฒนาเครื่องเล่นเกมแบบพกพาก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และท่ามกลางเครื่องเล่นเกมจอสีที่สร้างตามเทคโนโลยีล่าสุด กลับมีเครื่องหนึ่งที่ปฏิเสธความล้ำสมัยแล้วเลือกเป็น ‘ความคงทนไม่หวือหวา’ แทน

แม้ชื่อของมันอาจไม่คุ้นหู้เด็กยุคใหม่เท่าไหร่แต่ว่านี่คือบรรพบุรุษของ ‘Nintendo Switch’ ที่หลายคนหลงรัก เป็นผู้กรุยทางให้เครื่องเล่นเกมพกพาทั่วโลกในชื่อ ‘Game Boy’ ของ Nintendo นั่นเอง

ในวันนี้ Art of ขอพาย้อนไปสำรวจรื่องราวของเจ้าก้อนอิฐสีเทา จอสีเขียว ที่ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของเครื่องเล่นเกมในโลกยุคใหม่อย่าง ‘Game Boy’ ตำนานของความสนุกพกพาได้ ผลงานการออกแบบประจำตัวอักษร G ในซีรีย์ Design A – Z กันเลย


โจทย์ ‘หมื่นเยน’ เพราะความสนุกต้องเข้าถึงได้

โปรเจกต์ Game Boy เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปี 1987 โดยทีม R&D 1 ของบริษัท Nintendo ภายใต้การนำของ ‘กุนเป โยโคอิ’ และ ‘ซาโตรุ โอคาดะ’ ทีมที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Game & Watch เครื่องเล่นเกมพกพาในช่วงต้นยุค 80 ที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแบกทางการเงินของบริษัทในช่วงนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดขายของมันก็เริ่มชะลอตัวทางทีมจึงต้องเริ่มพัฒนาเครื่องเล่นเกมรุ่นต่อไป

โดยประธานบริษัท Nintendo ได้มอบโจทย์ในการออกแบบให้กับกุนเปว่าเครื่องรุ่นใหม่นี้ต้องมีราคาต่ำกว่า 10,000 เยน

ในยุคที่เทคโนโลยีจอสีที่มีความละเอียดสูงมากพอเริ่มมีให้เห็นกันแล้วเช่นในเครื่องทีวีแบบพกพา Game Boy กลับปักธงแรกด้วยการจะใช้จอแบบ ‘Dot Matrix’ จอที่แสดงผลเป็นพิกเซลเล็กๆ แบบที่ใช้กับนาฬิกา กับเครื่องคิดเลข โดยตั้งชื่อโครงการนี้ว่า DMG หรือ Dot Matrix Game ซึ่งต่อมามันก็ได้กลายเป็นเลขรุ่นอย่างเป็นทางการ Game Boy ว่า ‘DMG-01’


คิดนอกกรอบด้วยเทคโนโลยี ‘ล้าสมัย’ !?

ปรัชญาการออกแบบของกุนเปนั้นเรียบง่าย และชัดเจน เขาเชื่อใน ‘การคิดนอกกรอบด้วยเทคโนโลยีล้าสมัย’ โดยเน้นไปที่การใช้นวัตกรรมที่พัฒนาเต็มที่แล้ว เพราะว่านั่นหมายถึงราคาต้นทุนที่ถูก และความเสถียรที่มากกว่า นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Game Boy รุ่นแรกนั้นถึงใช้จอแบบพิกเซลสีเขียวๆ เหมือนเครื่องคิดเลข เนื่องจากมันทั้งทนทานแล้วยังประหยัดแบตเตอรี่ ต่างจากเครื่องค่ายอื่นที่อาจเป็นจอสีแต่กินพลังงานกว่ามาก

กุนเปตั้งใจจะสร้างเครื่องเล่นเกมที่ไม่ซับซ้อนคล้ายกับเครื่อง Game & Watch ที่เขาเคยทำให้ประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งต่างกับโอคาดะที่เขาอยากให้เครื่องเล่นเกมแบบพกพาของพวกเขาพัฒนาไปอีกขั้น โดยสามารถใส่ตลับเปลี่ยนเกมเล่นได้เหมือนกับเครื่อง NES (Nintendo Entertainment System) ที่ถูกพัฒนาโดยทีม R&D 2

นี่อาจเป็นเหตุผลที่กุนเปคัดค้านแนวคิดนี้ในตอนแรกแต่สุดท้ายเขาก็ยอมถอยแล้วให้โอคาดะขึ้นเป็นคนนำแทน


ยอมถอยหนึ่งเรื่อง เพื่อนำหน้าสองเรื่อง

Game Boy มุ่งเป้าไปที่การเป็นเครื่องเล่นเกมที่ราคาย่อมเยา น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ทนทาน และเล่นได้ต่อเนื่องยาวนาน จากเงื่อนไขทั้งหมดก็ได้นำมาสู่การออกแบบเครื่องเล่นเกมที่หน้าตาเหมือน ‘ก้อนอิฐสีเทา’ ซึ่งถ้าให้เทียบกับสมัยนี้มันอาจดูเทอะทะ แต่นี่คือขนาดเล็กที่สุดที่สามารถจะทำได้แล้วในยุคนั้น เพราะทั้งขนาดหน้าจอ และแผงวงจรต่างๆ ในยุคแรกนั้นมีขนาดใหญ่แล้วยังต้องมีพื้นที่สำหรับแบตเตอรี่อีกด้วย

การยอมแลก ‘จอสี’ กับ ‘จอโมโนโครม’ ทำให้ Game Boy สามารถเล่นได้ยาวนานกว่า 15 ชม. ด้วยพลังงานจากถ่าน AA 4 ก้อน ซึ่งยาวนานกว่าคู่แข่งในเวลานั้นหลายเท่า และมีขนาดเล็กกว่าเครื่องอื่นในตลาดตอนนั้นเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้มันตอบโจทย์กับการเป็นเครื่องเล่นเกมระหว่างการเดินทางติดต่อกันหลายชั่วโมง

นอกจากนี้การที่เป็นเครื่องแนวตั้งทำให้มันสามารถวางรางถ่านได้แนวกลางเหมือนหน้าจอ ซึ่งส่งผลให้เวลาเล่นผู้ใช้ไม่รู้สึกหนักข้างใดข้างหนึ่งเหมือนเครื่องแนวนอน


ก้อนอิฐสีเทากับความทนทานระดับ ‘นินเทนเดียม’

การออกแบบด้วยรูปทรงที่เรียบง่ายเหมือนก้อนอิฐ ทำให้ได้ความรู้สึกที่คงทน แข็งแรง ซึ่ง Nintendo ได้ใช้พลาสติกที่หนาเป็นพิเศษเพื่อให้มันเป็นของที่ทนทานจริงๆ เพราะว่านี่คือของที่มักอยู่ในมือเด็ก และถูกพกพาไปไหนต่อไหน การหล่น และการกระแทกจึงสามารถเกิดขึ้นได้เสมอจากการใช้งาน

ซึ่งถ้าถามว่าความทนทานของ Game Boy นั้นอยู่ที่ระดับไหน ก็เรียกได้ว่าขนาดที่ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียมี Game Boy เครื่องนึงที่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้อย่างหนักถึงขั้นที่ทำให้พลาสติกภายนอกผิดรูปไปแล้ว แต่เมื่อช่างเทคนิคของ Nintendo ที่รับคำขอส่งซ่อมข้ามประเทศมาได้เสียบตลับเกมเข้าไปเขาก็พบว่ามันยังทำงานได้เหมือนปกติ !?

ซึ่งจนถึงทุกวันนี้เจ้า Game Boy เครื่องนี้ก็ยังใช้งานได้อยู่ นี่ทำให้ผลิตภัณฑ์จากค่าย Nintendo ในยุคนั้นได้รับการขนานนามในยุคปัจจุบันว่าจริงๆ แล้วมันถูกสร้างมาจากสสารลึกลับที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง ‘นินเทนเดียม’ นั่นเอง !!


ทำไมต้องสีเทา ? เบื้องหลังที่จริงจังมากกว่าความประหยัด

มีหลายเหตุผลที่เครื่อง Game Boy ยุคแรกเป็นสีเทา ประเด็นหลักก็ง่ายมากนั่นคือเรื่อง ‘งบประมาณ’ เพราะเม็ดพลาสติกสีเทานั้นถูกกว่าแบบสี แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำไมตัวเครื่องถึงเป็นสีเทามันมีความตั้งใจอีกหลายอย่างอยู่เบื้องหลัง

เรื่องแรกก็คือ ‘ผู้เล่นจะได้โฟกัสกับการเล่นได้เต็มที่’ เพราะตัวเกมส์เป็นขาว-เทา-ดำอยู่แล้ว ซึ่งหากตัวเครื่องเป็นสีก็อาจโดนดึงความสนใจไปโดยไม่รู้ตัวได้ (หลักการออกแบบคล้ายๆ กับ Dieter Rams ที่มุ่งเน้นไปที่การใช้งานเป็นหลัก) ทำให้ตัวปุ่ม A-B นั้นเป็นสีที่โดดออกมาเพราะนั่นคือปุ่มที่แค่กวาดตาเร็วๆ ก็เจอได้ทันที

ต่อมาก็คือการให้ ‘ภาพลักษณ์’ เนื่องจาก Nintendo ต้องการให้กลุ่มลูกค้าไม่ได้มีแค่เด็กๆ เท่านั้น แต่รวมไปถึงวัยผู้ใหญ่ด้วย การใช้สีเทาจะให้ความรู้สึกที่ภูมิฐาน คล้ายกับสีของอุปกรณ์การทำงานในยุคนั้น แล้วเมื่อยิ่งต้องพกพาแล้วถือไปเล่นข้างนอกด้วยแล้ว การสื่อสารภาพลักษณ์ต่อภายนอกจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย

อีกข้อหนึ่งก็คือ ‘ความกลมกลืนต่อบริบทรอบข้าง’ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ได้มาจากการพัฒนาเครื่อง NES ที่เป็นเครื่องแบบตั้งโต๊ะ ที่ต้องต่อเข้ากับหน้าจอ การใช้สีเทาจะทำให้ตัวเครื่องดูกลมกลืนกับสิ่งที่มักจะอยู่รอบตัวมัน ตั้งแต่ ทีวี เหล่าเครื่องเล่นวิดีโอต่างๆ หรือ คอมพิวเตอร์ ที่มักจะเป็นสีเทาไม่ว่าจะทำมาจากพลาสติกหรือโลหะก็ตาม ซึ่ง Game Boy ก็ยึดหลักการเดียวกันที่เมื่อเวลาเอา Game Boy ไปวางที่ไหนมันจะต้องรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับรอบๆ


ทำไมถึงเป็นปุ่มแบบเครื่องหมาย + และทำไมต้องวางปุ่มแนวเฉียง ?

อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญจากการใช้เทคโนโลยีแบบเก่านั้นนอกจากที่เล่าไปแล้วก็คือ ‘ความคุ้นเคย’ ที่ช่วยผู้เล่นไม่ต้องปรับตัวใหม่นัก เช่น ปุ่มกดทิศทางแบบ D-Pad (Directional Pad) ที่เป็นปุ่มหน้าตาเหมือนเครื่องหมายบวก ซึ่งทาง Nintendo ได้ใช้กับเครื่อง NES ที่กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายไปแล้วก่อนหน้านี้

จากความเห็นผู้ใช้งานพบว่าการที่ผิวปุ่มมันเชื่อมกันมันทำให้รู้สึกลื่นไหลกว่าเวลาเลื่อนนิ้วกดเปลี่ยนทิศทางหากเทียบกับแบบ 4 ปุ่มแยกกัน

ในขณะที่ปุ่ม D-Pad (Directional Pad) ยังคงเหมือนเดิม แต่ปุ่ม A-B มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่สำคัญมาก นั่นก็คือการวางปุ่มเป็น ‘แนวเฉียง’ แทนที่จะเป็นแนวตรงเหมือนเครื่องเกมในค่ายก่อนหน้านี้ นั่นก็เพราะตัวเครื่องเกมที่เป็นแนวตั้งทำให้องศามือเวลาถือเวลากดจะเอียงเข้าหาตัวมากกว่าเครื่องแนวนอน การวางแนวปุ่มแบบนี้จะทำให้ข้อมือเป็นธรรมชาติมากกว่า กดปุ่มได้สะดวกกว่า และเล่นได้ยาวนานมากกว่า

ซึ่งจากการเริ่มต้นวางปุ่มแบบนี้เองทำให้เครื่องเกมคอนโซลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่ต่อให้จะเพิ่มเป็น 4 ปุ่มแล้วก็ยังคงวางเป็นแนวเฉียงอยู่นั่นเอง


ไม่จำกัดแค่ตัวเอง แต่พร้อมเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ

ทันทีที่ Game Boy ได้ถูกวางจำหน่ายในญี่ปุ่น สินค้าล็อตแรกจำนวน 300,000 เครื่องก็ขายหมดเกลี้ยงภายใน 2 สัปดาห์ และอีกกว่า 700,000 เครื่องในเวลาไม่ถึงปี ในขณะที่ตลาดอเมริกาก็ขายดิบขายดีเช่นกัน โดยขายได้กว่า 1 ล้านเครื่องในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากเริ่มวางตลาด

ซึ่งเกมเรือธงของ Game Boy ที่แถมให้เวลาซื้อเครื่องเกมในญี่ปุ่นเวลานั้น คือ ‘Super Mario Land’ แต่ในความจริงแล้วโอคาดะ กับ โยโคอิกลับเล็งเกมภายนอกสุดคลาสสิคอีกเกมอย่าง ‘Tetris’ มาใช้เป็นหัวหอกมากกว่า เนื่องจากว่า Mario จะดึงดูดฐานลูกค้าเด็กผู้ชายเป็นหลัก ในขณะที่ Tetris สามารถดึงดูดคนได้ทุกเพศทุกวัย

ซึ่งน่าเสียดายที่ตอนนั้นมันยังถูกแปลงมาเป็นเวอร์ชั่น Game Boy ไม่เสร็จ ดังนั้นมันจึงถูกปล่อยเป็นชุดเปิดตัวในประเทศอเมริกาแทน

นอกจากนี้สำหรับตัวเกมส์แล้วโอคาดะได้ผลักดันให้มีการทำคู่มือ และชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อให้นักพัฒนาเกมภายนอกสามารถทำเกมใหม่ๆ มาเล่นบนเครื่อง Game Boy ได้ เพื่อใช้ประโยชน์จากการเป็นเครื่องแพลทฟอร์มอย่างเต็มที่ที่สุดอีกด้วย


ก้าวขึ้นสู่ตำนานหนึ่งในเครื่องเล่นเกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาล

มีเกมมากกว่า 1,000 เกมถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เล่นกับ Game Boy ซึ่งแน่นอนว่าเกมที่ขายดีที่สุดก็คือภาคแรกของแฟรนไชส์เกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของ Nintendo อย่าง ‘Pokemon’ ที่มียอดขายอยู่ที่ 46 ล้านชุด

ซึ่งในปัจจุบันนี้ที่ต่อให้เครื่อง Game Boy จะเลิกผลิตไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีคอมมูของคนที่ยังผลิตเกมใหม่ๆ เพื่อเล่นบน Game Boy อยู่ (อาจเพราะมันทนมากเพราะทำมาจากนินเทนเดียมละมั้ง 😂)

Nintendo ได้ปล่อยเครื่องรุ่นอื่นๆ ที่เป็นจอโมโนโครมออกมาอีกสองรุ่นอย่าง ‘Game Boy Pocket’ ที่เล็กลง และมีสีให้เลือก กับ ‘Game Boy Light’ ที่มีไฟออกมาโดยมียอดขายรวมทั้งหมดเกือบ 60 ล้านเครื่อง

ก่อนที่จะเปิดตัวเครื่องจอสี ‘Game Boy Color’ ในปี 1998 แล้วทำยอดขายกว่าอีก 60 ล้านเครื่องก่อนที่จะถูกยกเลิกการผลิตในปี 2003 ครองตำแหน่งเครื่องเล่นเกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ก่อนจะเสียแชมป์ให้กับ Nintendo DS, Playstation 2 และ Nintendo Switch กลายเป็นอันดับ 4 ในปี 2025

แม้ในปัจจุบันนี้คำว่า Game Boy จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นขึ้นต้นด้วยคำว่า Nintendo เพื่อรีแบรนด์ขึ้นมาใหม่ แต่ว่า DNA ของ ‘ความสนุก ทนทาน พกพาได้’ จากก้อนอิฐสีเทาเครื่องนี้ยังคงส่งต่อมาถึง Nintendo Switch 2 ในปัจจุบัน เครื่องเล่นเกมที่ทำให้เราเข้าถึงความสุขได้ทุกที่เหมือนที่บรรพบุรุษของมันได้เคยทำไว้

© 2021 Art of. All rights reserved.

  083-138-5607
contact@artofth.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save