Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

‘Helvetica’ ราชาแห่งฟอนต์ผู้ไร้อารมณ์ ความเรียบง่ายที่ปฏิวัติโลกแห่งตัวอักษร

ในโลกที่เต็มไปด้วยงานออกแบบมากมาย อาวุธที่ทรงพลังที่สุดบางครั้งก็ไม่ใช่อะไรที่มีสีสันฉูดฉาด หรือ รูปทรงที่หวือหวาแปลกตา แต่อาจเป็นแค่อะไรที่ดูเรียบง่ายที่แฝงตัวอยู่รอบเราอย่างแนบเนียน

ลองจินตนาการถึงตัวอักษรที่ปรากฎอยู่บนยานอวกาศของ NASA, โลโก้ของแบรนด์ระดับโลกอย่าง BMW, The North Face ไปจนถึงอะไรที่ใกล้ตัวอย่างสมาร์ตโฟนในมือของเรา ทั้งหมดนี้ถูกเชื่อมโยงด้วยตัวอักษรแบบเดียวกัน ฟอนต์ที่ ‘ปฏิเสธการมีตัวตน’ เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานส่งสารอย่างซื่อสัตย์ และสมบูรณ์แบบที่สุด อย่างฟอนต์ ‘Helvetica’

ในวันนี้ Art of จะพาทุกคนไปแกะรอยเบื้องหลังของ ‘Helvetica’ ราชาแห่งฟอนต์ผู้ไร้อารมณ์แต่ทรงอิทธิพลเหนือกาลเวลา ผลงานการออกแบบประจำตัวอักษร H ในซีรีส์ Design A – Z ที่พิสูจน์ว่าความเรียบง่ายที่แท้จริงนั้นปฏิวัติโลกได้อย่างไร


คุณค่าใหม่ เพื่อโลกใหม่ ตัวอักษรที่เกิดมาเพื่อความ ‘เป็นกลาง’

ฟอนต์ Helvetica ถูกสร้างขึ้นในเมือง Münchenstein ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1957 โดย ‘Max Alfons Miedinger’ ดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ที่ Eduard Hoffman ประธานบริษัทหล่อแม่พิมพ์ตัวอักษร Haas Type ได้ว่าจ้างให้พัฒนาฟอนต์ตามแนวทางที่วางไว้

โดยมีเป้าหมายคือการสร้างตัวอักษรแบบ Sans-Serif (ฟอนต์ไม่มีเส้นขีดที่ปลายหาง) แบบใหม่ที่ ‘เป็นกลาง’ ไม่ให้ความหมายอะไรเกินกว่าสารที่ต้องการจะสื่อ เพื่อเอามาชนกับฟอนต์ชื่อดังในยุคนั้นอย่าง ‘Akzidenz Grotesk’ จากบริษัท H. Berthold AG ที่เป็นคู่แข่ง

หลังจากออกแบบเซตแรกเสร็จ ฟอนต์ชุดนี้ถูกตั้งชื่อว่า ‘Neue Haas Grotesk’ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจนสูสีกับคู่แข่ง ซึ่งเหตุผลที่ฟอนต์ทั้ง 2 แบบนี้ได้รับความนิยมก็เพราะว่าในช่วงที่ยุโรปกำลังฟื้นตัวหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง และกำลังมองหาภาษาภาพที่แสดงถึงโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ รวมถึงการให้คุณค่ากับค่านิยมใหม่ๆ เช่น ความชัดเจน ตรงไปตรงมา เปิดเผย ความทันสมัย และเป็นสากล


เปลี่ยนชื่อเพื่อโอกาสที่กว้างกว่า สู่สัญลักษณ์การออกแบบแห่งสวิสเซอร์แลนด์

จากความสำเร็จในยุโรป ทำให้ในปี 1960 Stempel บริษัทแม่ของ Haas ในเยอรมนีก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘Helvetica’ ที่เรียกง่ายกว่า เพื่อให้มันสามารถทำการตลาดในระดับสากลได้ดียิ่งขึ้น โดยชื่อนี้มีที่มาจากชนเผ่า Helvetic เป็นชื่อภาษาละตินของชนเผ่าก่อนยุคโรมันที่มาตั้งรกรากบนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ครั้งอดีตเพื่อสื่อถึงต้นกำเนิดของฟอนต์ชุดนี้ ก่อนที่มันจะถูกซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปใช้โดย Linotype บริษัทเครื่องเรียงพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

การถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปโดยบริษัทเครื่องเรียงพิมพ์ที่ใช้ผลิตสื่อทั่วอเมริกาทำให้ Helvetica นั้นกระจายไปทั่วสหรัฐผ่านโรงพิมพ์ที่ใช้เครื่องของ Linotype และยังมีการพัฒนาฟอนต์ในตระกูลเดียวกันเพิ่มขึ้นมาอีก เช่น แบบตัวหนา ตัวเอียง ตัวบาง โดยตลอดช่วงปี 1960-1970 ฟอนต์ตระกูลนี้ปรากฎบนสิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ และป้ายโฆษณาจำนวนมากทั่วทั้งยุโรป และอเมริกาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของงานออกแบบจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์

  • เกร็ดเพิ่มเติม: หากเราเคยเห็นรหัสย่อสากลของแต่ละประเทศ เช่น ไทย คือ TH หรือ THA แล้วทำไมตัวอักษรของสวิตเซอร์แลนด์กลับเป็น ‘CH’ ไม่ใช่ SW หรือ SWZ กันล่ะ ? นั่นก็เพราะมันถูกย่อมาจาก ‘Confoederatio Helvetica’ หรือ ‘สมาพันธรัฐเฮลเวติกา’ รากเดียวกันกับชื่อฟอนต์นั่นเอง

ความเรียบง่ายที่ชวนหลงใหล จากรถไฟใต้ดินนิวยอร์กสู่การเป็นฟอนต์สากล

การเติบโตของ Helvetica เป็นช่วงเดียวกับที่เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทำให้ภาพถ่ายถูกผลิตซ้ำได้อย่างง่ายดายเกิดขึ้น ในยุคที่ภาพถ่ายขาวดำกระจายตัวอยู่ตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ Helvetica มักถูกเลือกใช้ให้เป็นองค์ประกอบรองเพราะด้วยคุณสมบัติที่ดูกลางๆ ไม่ขัดแย้งกับภาพ ไม่ตะโกนแข่ง แต่ก็ไม่ได้เบาบางจนจมหายไป รวมถึงช่วยเสริมหน้ากระดาษให้ดูเต็ม และหนักแน่นมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Helvetica นั้นแพร่กระจายในตลาดโฆษณาอย่างง่ายดาย และทำให้คนเห็นฟอนต์นี้มากขึ้น

แต่หากจะให้พูดถึงผลงานที่นำ Helvetica ให้ขึ้นมาโดดเด่นจนกลายเป็นตำนานฟอนต์จนถึงปัจจุบันละก็คงต้องเป็นเหล่าผลงานจาก ‘Massimo Vignelli’ ดีไซน์เนอร์ผู้หลงไหลใน Helvetica เป็นอย่างยิ่ง

โดยเริ่มตั้งแต่ในปี 1966 กับโปรเจ็กต์ ปรับปรุงป้ายในระบบรถไฟใต้ดินของนิวยอร์ก โดยใช้ประโยชน์จากลักษณะตัวอักษรที่เรียบง่าย ชัดเจน หนักแน่น และอ่านสะดวก มาช่วยยกระดับคุณภาพการเดินทางของผู้คนในเขาวงกตที่แสนจะวุ่นวายให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

จนกลายมาเป็น The Graphic Standards Manual หนึ่งในแบรนด์บุ๊คที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกราฟิก และทำให้ Helvetica กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณแห่งมหานครนิวยอร์กที่ไม่สามารถแยกออกได้อีกแล้ว

ผลงานระดับโลกของ Vignelli ยังมีอีกมากมายตั้งแต่โลโก้ของ American Airlines (ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน), การทำแบรนด์บุ๊คให้กับ Knoll, Pirelli และ IBM รวมไปถึงเหล่าโปสเตอร์โฆษณา สิ่งพิมพ์ต่างๆ ซึ่งเขามักจะหยิบฟอนต์ Helvetica มาใช้ตลอดจนกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของงานตัวเอง

Vignelli เคยกล่าวไว้ว่า “ด้วย Helvetica คุณสามารถพูดว่า ‘ฉันรักคุณ’ ผ่าน Helvetica Extra Light ที่ให้ความรู้สึกประณีต และใส่ใจ หรือว่าจะใช้ Extra Bold มันก็สามารถให้ความรู้สึกที่หนักแน่น และเร่าร้อนก็ได้” สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่เขาเห็นในฟอนต์ชุดนี้ว่านี่คือเครื่องมือการสื่อสารสากลที่สมบูรณ์แบบ


ฟอนต์ปฏิวัติวงการ มาตรฐานสากลใหม่ของวงการตัวอักษร

ในโลกของการออกแบบตัวอักษรที่มีองก์ประกอบจำกัด และมีรูปทรงที่ต่อให้อยากจะหวือหวาแค่ไหนมันก็ยังคงต้องอ่านได้ง่าย ภายใต้หน้าตาที่ดูธรรมดา Helvetica ได้ซ่อนรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่ถูกคิดมาอย่างดี ซึ่งเราจะเริ่มเห็นมันเมื่อมันขยายใหญ่ขึ้น

ความเรียบง่ายที่สง่างามที่กลายเป็นจุดเด่นที่ใครเห็นก็รู้ว่านี่คือ Helvetica ข้อดีที่ได้ปฏิวัติวงการฟอนต์ในหลายเรื่องจนกลายเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน

เริ่มจาก ‘x-height สูง’ (x-height คือ ความสูงของตัวอักษรพิมพ์เล็กที่ไม่รวมยอดกับหาง) โดยสัดส่วนของยอดกับหางของ Helvetica นั้นสั้นแลกกับการมี x-height สูง (พวกมียอดแบบ b, h พวกมีหางอย่าง y, g) ในขณะที่ฟอนต์ยุคนั้นอย่าง Garamond หรือ Time New Roman จะมีสัดส่วนระหว่าง x-height กับยอด และหาง ที่แทบจะเท่ากัน ทำให้เวลาย่อฟอนต์จะดูจม ผอมบาง และอ่านยาก

ซึ่งข้อเปรียบเทียบนี้จะเห็นได้ชัดในตัวอักษรพิมพ์เล็กของ Helvetica ที่มีความสูงเกือบเท่ากับตัวพิมพ์ใหญ่หากเทียบกับฟอนต์อื่นในยุคนั้น ทำให้ตัวอักษรยังอ่านง่าย ดูเต็ม แน่น ทรงพลังอยู่แม้จะถูกย่อเหลือตัวเล็กนิดเดียว หรืออ่านจากระยะไกล

ต่อมาก็คือเรื่อง ‘ความกว้างตัวพิมพ์ใหญ่ที่สม่ำเสมอเป็นระบบ’ ที่ช่วยให้จังหวะสายตาเวลาอ่านไม่สะดุดไปกับตัวอักษรที่อ้วน-ผอมไป ซึ่งนี่อาจเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่ฟอนต์ในยุคก่อนนั้นจะยึดสัดส่วนตามศิลาจารึกโรมันโบราณ ทำให้ตัว E, L, F จะแคบมาก ในขณะที่ตัว O, Q, M, W จะกว้างแบบสุดๆ ซึ่ง Helvetica ได้ปรับสัดส่วนของตัวอักษรเหล่านั้นให้ใกล้เคียงกันจนเป็นระบบเดียว


กริดล่องหน และการออกแบบพื้นที่ว่างที่มองไม่เห็น

นอกเหนือจากสิ่งที่ Helvetica ได้สร้างมาตรฐานใหม่แล้ว ก็ยังมีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฟอนต์นี้อยู่ 2 จุดหลักๆ ที่ทำให้อ่านได้สบายตา มีความหนักแน่นในตัวเอง และเข้ากับงานได้หลากหลาย

เรื่องแรกก็คือ ‘เส้นจบตัวอักษรที่ตัด 90 องศาเสมอ’ นี่อาจฟังดูเล็กน้อยแต่เส้นขอบสั้นๆ ที่ตัดตรง ตัดนอนนี้คือสิ่งที่จะขนานไปอักษรทุกตัว รวมไปถึงขอบกระดาษที่ทำให้คนที่เห็นรู้สึก ‘นิ่ง หนัก และมั่นคง’ แล้วจะยิ่งเห็นเด่นชัดมากขึ้นเวลาเพิ่มขนาด (ยกเว้นตัว Q ตัวเดียวที่ตัด 45 องศา)

ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เรามักเห็นฟอนต์นี้ถูกใช้แบบขยายใหญ่ หรือกลายเป็นโลโก้บ่อยๆ เพราะเส้นที่ขนานไปมาคล้ายกริดล่องหนนี้ช่วยทำให้มันจัดองค์ประกอบเข้ากับส่วนอื่นได้ง่าย บวกกับการที่มันมีช่องไฟระหว่างตัวอักษรที่แคบ ทำให้มันดูเหมือนเป็นวัตถุก้อนเดียวกันที่ให้ภาพลักษณ์ที่แข็งแรง หนักแน่น

ซึ่งจริงๆ นี่เป็นผลพลอยได้จากการที่มันเกิดขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีการพิมพ์ดีขึ้น ทำให้ช่องระหว่างตัวแม่พิมพ์เหล็กอยู่ใกล้กันได้มากขึ้นโดยเวลาพิมพ์ไม่ต้องกลัวว่าหมึกจากตัวอักษรข้างกันจะไหลมารวมกัน

อีกเรื่องคือ ‘การออกแบบพื้นที่ว่าง’ ที่ Helvetica มีสัดส่วนระหว่างพื้นที่สีขาวรอบๆ กับเส้นตัวอักษรสีดำที่สมดุลกันเป็นอย่างมาก ซึ่งความแตกต่างที่มองไม่เห็นนี้ถูกคิดคำนวณมาอย่างตั้งใจ ทำให้เมื่อมันถูกย่อลงพื้นที่สีขาวที่พอดีนั้นจะส่งผลให้ตัวอักษรไม่เบียดชิดกันเกินจนอ่านยาก แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกตัวอักษรบางจนอ่านไม่ออก

ในขณะที่เมื่อขยายขนาดพื้นที่สีขาวนี้ก็จะทำให้เส้นตัวอักษรสีดำนั้นดูไม่หนาจนรู้สึกหนัก และทึบเกินไปจนรกตา ด้วยความสมดุลในระดับใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบนี้ทำให้ Helvetica ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน ‘ฟอนต์ที่อ่านง่ายที่สุดในโลก’ ที่ไม่ว่าจะอยู่บนฉลากยาเม็ดเล็กๆ หรือ บนป้ายทางด่วนใหญ่ๆ ก็สามารถอ่านได้ง่าย (แต่จริงๆ ก็อาจมีปัญหาบ้างระหว่างตัว i พิมพ์ใหญ่ และ L พิมพ์เล็ก)


ความสวยงามสุดธรรมดาที่แทรกเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว Helvetica ก็ได้ถูกนำไปใช้ในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ผ่านแม่พิมพ์ฟิล์มเนกาทีฟ (Phototypesetting) แม่พิมพ์พลาสติก หรือ อักษรลอก (Dry Transfer Letter) ซึ่งจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้ก็ทำให้มีฟอนต์เลียนแบบเกิดขึ้นมากมาย แล้วนอกจากนี้ก็ทำให้ Akzidenz-Grotesk ที่เคยเป็นทั้งเป้าหมาย และคู่แข่งหยุดทำการตลาดในต่างประเทศในที่สุด

การเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ในช่วงปี 1970-1980 Linotype ได้อนุญาตให้ IBM, Xerox, Adobe และ Apple ใช้ฟอนต์ Helvetica ในระบบดิจิทัล ทำให้ในเครื่อง Macintosh รุ่นแรก และเครื่อง Windows จะมีฟอนต์นี้รวมอยู่ด้วย โดยในปัจจุบันนี้ลิขสิทธิ์ของ Helvetica เป็นของบริษัท Monotype Imaging ที่เข้าซื้อ Linotype และเปลี่ยนชื่อฟอนต์เป็น ‘Neue Helvetica’ ที่เราเห็นในปัจจุบันในคอมพิวเตอร์

ทุกวันนี้ Helvetica ได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ป้ายในระบบขนส่งมวลชนในอเมริกา แคนาดา และสเปน ป้ายในสนามบินหลายแห่ง เช่น ลอสแองเจลิส ไมอามี หรือแวนคูเวอร์ ไปจนถึงแบบฟอร์มเอกสารทางราชการ และเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐต่างๆ เช่นในอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ

ในส่วนของฝั่ง Branding ก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ใช้ Helvetica ตั้งแต่สายยานยนต์อย่าง BMW, Jeep, Toyota, Kawasaki, และหน่วยงานระดับโลกอย่าง NASA ไปจนถึงหมวดข้าวของเครื่องใช้ก็เช่น Panasonic, 3M, Oral-B, Post-it, และแบรนด์เอาท์ดอร์อย่าง The North Face ซึ่งเป็นมันคือบทพิสูจน์ความสำเร็จของคำว่า ‘เป็นกลาง’ ของ Helvetica ได้เป็นอย่างดีว่าสามารถใช้ได้หลากหลายกลุ่มธุรกิจ และกลุ่มตลาด


‘Helvetica Now’ ก้าวสู่โลกยุคใหม่ ตำนานที่ยังมีชีวิตแห่งวงการฟอนต์

จักรวาล Helvetica ยังคงเติบโตอย่างไม่รู้จักผ่านการแตกแขนงเป็นรุ่นย่อยต่างๆ อย่าง Helvetica Compressed, Helvetica Narrow, Helvetica Rounded หรือ Helvetica Light แล้วได้กลายเป็นรากฐาน และแรงบันดาลใจของฟอนต์สมัยใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Arial, Univers, Gotham, หรือ Avenir และในปัจจุบันนี้มันก็ถูกปรับโฉมใหม่อีกครั้งเพื่อตอบโจทย์สำหรับหน้าจอดิจิตอลก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้ชื่อ ‘Helvetica Now’

ในท้ายที่สุดแล้ว Helvetica อาจเป็นฟอนต์ที่ทำหน้าที่ ‘เป็นกลาง’ ได้ดีที่สุดในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไป การที่มันถูกนำไปใช้ในบริบท วัฒนธรรม และงานออกแบบต่างๆ มันก็ได้ซึมซับความหมาย และภาพจำบางอย่างติดมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งถึงแม้คุณค่าดั้งเดิมบางอย่างที่เป็นเหตุผลในการสร้างมันแต่แรกจะจางลงไป แต่ความเรียบง่าย และความสง่างามที่มาจากรายละเอียด และความตั้งใจในการออกแบบเพื่อเป็นฟอนต์ที่อ่านง่ายที่สุดในโลกจะยังคงอยู่เสมอ และกลายเป็นตัวแทนของยุค Modernism และ Minimalist เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตแห่งวงการฟอนต์นั่นเอง

บทความโดย: รวีศิลป์ อัศวกิตติประภา

Source

  • https://www.solopress.com/blog/print-inspiration/the-past-present-and-future-of-helvetica/
  • https://www.pixartprinting.co.uk/blog/history-font-helvetica
  • https://wearefevr.com/helvetica-the-font-that-revolutionized-design
  • https://www.pixartprinting.co.uk/blog/history-font-helvetica
  • https://medium.com/@gombau/helvetica-the-invisible-letter-ec8ef7eeb386
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Helvetica
  • https://www.designandpaper.com/the-story-of-the-worlds-most-famous-font-helvetica/
  • https://www.monotype.com/resources/articles/just-how-neutral-is-helvetica
  • https://cinq.co.uk/art-design/helvetica/

© 2021 Art of. All rights reserved.

  083-138-5607
contact@artofth.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save