45Views
เรื่องราวกว่า 100 ปีของ Babydoll dress แฟชั่นที่ผู้หญิงได้มีความอิสระ สู่ชุดของศิลปินยุคใหม่
ช่วงที่ผ่านมา ชุดเดรส Babydoll กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจาก Olivia Rodrigo เลือกสวมเดรสทรงนี้ในช่วงโปรโมตผลงานใหม่ แต่กลับเกิดกระแสดราม่า เป็นที่ถกเถียงกันบนโลกออนไลน์ เมื่อบางคนตั้งคำถาม และเชื่อมโยงชุดดังกล่าวเข้ากับประเด็นที่ซับซ้อน จนเจ้าตัวต้องออกมาพูดถึงคำวิจารณ์เหล่านั้นว่าเป็นมุมมองที่ประหลาด และสะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งสังคมก็มีการตีความบางสิ่งเปลี่ยนไปจากบริบทเดิม
โดยเกิดกระแสวิจารณ์จากบางกลุ่ม โดยมีผู้กล่าวหาว่าเธอ “แต่งตัวเหมือนเด็กวัยหัดเดิน” “อยากทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูเป็นเด็กลง” “ไม่เหมาะสม” หรือถึงขั้น “สนับสนุนกลุ่มคนที่รักเด็ก” (หรือ Pedophilia) จนคนอีกกลุ่มหนึ่งถึงกับต้องตั้งคำถามว่า “ชุดเดรส Babydoll มันเป็นปัญหาขนาดนั้นเลยหรอ?”

แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วชุดเดรส Babydoll ไม่ใช่สิ่งใหม่ และ Olivia Rodrigo ก็ไม่ใช่ศิลปินหรือคนในวงการแฟชั่นคนเดียวที่เลือกหยิบชุดเดรสทรงนี้มาใช้เพื่อแสดงออกถึงตัวตนของพวกเขา
จริงๆ แล้ว ชุด Babydoll คือแฟชั่นที่มีจุดยืนอยู่ในตัว เพราะในช่วงที่มันถือกำเนิดขึ้น เกิดการต่อต้านความเป็นผู้หญิง (Anti Feminism) อย่างมากในยุค 1950s ที่สังคมนิยมชายกระโปรงยาวระดับน่องและเอวคอดรัดรูปเพื่อเน้นความเป็นผู้หญิงเท่านั้น ดังนั้นชุด Babydoll จึงมีประวัติศาสตร์ที่มักเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองทางเพศและบทบาทผู้หญิงอยู่เสมอ
วันนี้ Art of จะพาคุณไปดูช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของเดรส Babydoll ที่อาจทำให้คุณประหลาดใจได้ไม่น้อยเลย !
ยุคเริ่มต้น จากชุดนอนสู่สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพของผู้หญิง

จุดเริ่มต้นของคำว่า เดรส ‘Babydoll’ ปรากฏขึ้นในนิยายของ ‘Avery Abbott’ ในปี 1912 โดยถูกใช้เรียกชุดเดรสทรงหลวมที่มีชายกระโปรงสั้นและเอวสูง ต่อมาแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นต้องโชว์สัดส่วนผู้หญิงตลอดเวลาเริ่มชัดเจนขึ้น ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีเอวคอดจากคอร์เซ็ตตลอดเวลา ในเวลานั้น เสื้อผ้าทรงหลวมจึงกลายเป็นภาพแทนของการเคลื่อนไหวไปสู่ความอิสระมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เดรส Babydoll กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นในช่วงปี 1940s เมื่อ ‘Sylvia Pedlar’ ดีไซเนอร์ชุดชั้นในชื่อดัง นำชุดนอนแบบยาวมาตัดให้สั้นลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านผ้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ตัวเธอเองจะไม่ได้ชื่นชอบชื่อเรียก “Babydoll” ก็ตาม แต่เดรสนี้กลับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะมีความสบายและแตกต่างจากชุดนอนแบบเดิมๆ
หลังจากนั้นชุดนอนความยาวระดับเข่าก็กลายเป็นแฟชั่นที่พบเห็นได้ทั่วไป หลังจากนั้น ชุดนอนที่มีความยาวระดับเข่าก็กลายเป็นสิ่งที่ผู้หญิงนิยมใส่กัน และเมื่อภาพยนตร์ ‘Babydoll’ ของ ‘Tennessee Williams’ เข้าฉายในปี 1956 นำแสดงโดย ‘Carroll Baker’ วัย 19 ปี รับบท ‘Baby Doll Meighan’ โดยสวมชุดนอนสั้นทรงหลวมแบบที่นิยมในยุคนั้น หลังจากนั้น เดรส Babydoll ก็กลายเป็นที่ต้องการของผู้หญิงทุกคนในยุคนั้นไปแล้ว
ยุคโอต์กูตูร์ จากชุดนอนสู่แฟชั่นชั้นสูง

หลังจากเริ่มต้นจากการเป็นชุดชั้นใน ในปี 1958 ‘Balenciaga’ ได้เปลี่ยนชุด Babydoll ให้กลายเป็นแฟชั่นชั้นสูง ด้วยชุดลูกไม้หลายชั้นที่มีโครงสร้างประณีต ซึ่งเขาเรียกว่า ‘Baby Doll Dresses’ อย่างเป็นทางการ เขาเลิกใช้ทรงเอว empire แบบเดิม และเปลี่ยนเป็นทรง trapeze ที่ปล่อยช่วงเอวต่ำลง

ชุดเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเดรส Babydoll ไปสู่แฟชั่นยุค 1960s ด้วยรูปทรงหลวมแต่มีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้น และเปลี่ยนมันจากชุดนอนให้กลายเป็นซิลูเอตใหม่ที่ล้ำสมัย
ชุด Babydoll จึงเปลี่ยนจากชุดนอน กลายเป็นเดรสที่สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ และยังให้ความรู้สึกทันสมัยและแตกต่างจากอุดมคติความงามแบบเดิมๆ
นอกจาก Balenciaga แล้ว ‘Hubert de Givenchy’ ก็สนับสนุน Babydoll เช่นกัน โดยเขาเคยกล่าวว่า
“ฉันฝันถึงผู้หญิงที่เป็นอิสระ ผู้ซึ่งไม่ต้องถูกห่อหุ้มด้วยผ้าเหมือนเกราะอีกต่อไป ทุกเส้นสายของฉันถูกออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและลื่นไหล เสื้อผ้าของฉันคือเสื้อผ้าจริงๆ ไม่มีการเสริมโครง ไม่มีคอร์เซ็ต เป็นเสื้อผ้าที่พริ้วไปกับร่างกาย ที่เหมือนได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ”
ยุค Swinging 60s

การตีความชุด Babydoll ที่โด่งดังที่สุดอาจเกิดขึ้นเมื่อแฟชั่นโอต์กูตูร์เริ่มเสื่อมความนิยม และแฟชั่นไอคอนอย่าง ‘Twiggy’ นำเดรสราคาจับต้องได้ของ ‘Mary Quant’ มาใส่คู่กับรองเท้า Mary Jane จนเกิดกระแสแฟชั่นสุดฮิตครั้งใหญ่ Mary Quant ถึงกับกล่าวว่า “เราจะทำความยาวตามที่ลูกค้าต้องการ ชุดเดรสของฉันสั้นอยู่แล้ว แต่ลูกค้าก็จะบอกว่า ขอสั้นกว่านี้อีก!”
ในยุค 60s ชุด Babydoll ได้กลายเป็นยูนิฟอร์มแห่งการต่อต้านของวัยรุ่นและกลายเป็นภาพแทนของการปฏิวัติเยาวชนที่สร้างความตกใจให้สังคมไม่น้อยเลยทีเดียว โดยนางแบบ ‘Sandy Schreier’ เคยให้สัมภาษณ์ว่ามีผู้ใหญ่เคยเดินเข้ามาบอกว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ตว่าเธอควรจะละอายใจที่ใส่ชุดแบบนี้ออกมาเดินข้างนอก
ชุดเดรส Babydoll จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วัฒนธรรม Mod ที่เน้นความทันสมัย ความเรียบเนี้ยบ และการกล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่มักมาพร้อมกับเสื้อผ้าทรงเรขาคณิต สีสันสดใส กระโปรงสั้น เป็นการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ในสมัยนั้นที่ต้องการหลุดออกจากค่านิยมแบบเดิมๆ และใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือบอกตัวตน ความคิด และเสรีภาพของตัวเอง
ยุค Kinderwhore จากความหวานสู่ความพังค์

หลังจากหายไปจากแฟชั่นอยู่หลายสิบปี ชุดเดรส Babydoll กลับมาอีกครั้งอย่างทรงพลัง โดย ‘Courtney Love’ ศิลปินแนว grunge และ alternative rock ชาวอเมริกันในช่วงต้น 90s ได้นำมันมาเป็นหัวใจของลุค Kinderwhore ที่เป็นสไตล์แฟชั่นที่ผสมความน่ารักแบบผู้หญิง เช่น เดรส Babydoll และคอปก Peter Pan เข้ากับความดิบแบบพังก์ เช่น เมกอัพเข้ม ลิปสติกเลอะ และเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น
Courtney Love เคยอธิบายว่า “สิ่งที่ฉันทำคือการเล่นกับความย้อนแย้ง” ด้วยการล้อเลียนภาพจำว่าผู้หญิงควรดูไร้เดียงสา เธอแต่งตัวเหมือนตุ๊กตา แต่กลับกรีดร้องเพลงพังก์บนเวที สไตล์ของเธอต่อต้านแนวคิด “หญิงบริสุทธิ์/หญิงยั่วยวน” ที่เคยจำกัดผู้หญิงจำนวนมาก ทั้งในวงการเพลง แฟชั่น และในสังคม
ต่อมาในยุค 90s สไตล์ Kinderwhore เริ่มเข้าสู่กระแสหลักผ่านความสำเร็จของวง Hole ของ Courtney Love โดยเฉพาะเพลง ‘Miss World’ ที่ทำให้ลุคนี้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ต่อมาแบรนด์แฟชั่นได้นำไปตีความใหม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง ‘Yves Saint Laurent’ และ ‘Marc Jacobs’ ในยุคต่อมา สไตล์นี้ยังถูกฟื้นกลับมาอีกครั้งในยุค 10s-20s ในแบรนด์สตรีทแฟชั่นมากมาย และศิลปินรุ่นใหม่ เช่น Olivia Rodrigo ก็หยิบยืม Kinderwhore มาเช่นเดียวกัน
ยุคปี 2020s

ในยุคปัจจุบันเดรส Babydoll กลับมาเป็นหนึ่งในแฟชั่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกระแส coquette aesthetic และ soft girl ทำให้เดรสทรงนี้ได้รับความนิยมอีกครั้ง เสื้อผ้าทรงหลวม เอวสูง และชายกระโปรงสั้นถูกมองว่าให้ลุคหวาน นุ่มนวล และย้อนยุค ซึ่งเข้ากับภาพลักษณ์ของศิลปินรุ่นใหม่หลายคน เช่น Olivia Rodrigo และ Sabrina Carpenter ที่หยิบสไตล์นี้มาใช้ในทั้งมิวสิกวิดีโอและการขึ้นเวทีจนเกิดภาพจำขึ้น


ความนิยมนี้ไม่ได้จำกัดแค่ในวงการเพลง แต่ยังขยายไปสู่แบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์อย่าง Miu Miu, Simone Rocha และ Cecilie Bahnsen ที่นำ Babydoll มาตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยขึ้นผ่านงานดีไซน์ที่ผสมความหวานกับความคอนเซ็ปชวล ทำให้ชุดทรงนี้กลายเป็นภาพจำของความน่ารักที่มีพลัง ในโลกแฟชั่นยุคดิจิทัล เช่นการใช้ซิลูเอตแบบตุ๊กตา ผ้าชีฟอง หรือคอปก Peter Pan เพื่อสร้างคอนทราสต์ระหว่างความไร้เดียงสากับความเป็นผู้ใหญ่

แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย กระแสความนิยมของเดรส Babydoll มักจะมาพร้อมกับการถกเถียงว่าลุคนี้อาจทำให้ผู้หญิงดูเด็กเกินไป จนเกิดคำถามเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่างแฟชั่น ความเป็นผู้หญิง และมุมมองของสังคม
เดรส Babydoll จึงไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์แฟชั่น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์การนิยามตัวตนของผู้หญิงในทุกยุค และไม่ว่าจะนานแค่ไหน สังคมก็ยังจะนำมันกลับมาตีความและถกเถียงกันอยู่ดี
บทความโดย Tuatan Chote
