Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

Lanvin จากความรักของแม่ที่อยากตัดเสื้อให้ลูกสาว สู่การเป็นแบรนด์ระดับโอตกูตูร์ที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส

หากพูดถึงแบรนด์ ‘Lanvin’ คนไทยอาจไม่คุ้นหูเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับไฮแบรนด์ในฝรั่งเศสอื่นๆ อย่าง Chanel, Dior หรือ Yves Saint Laurent แต่รู้มั้ยว่านี่คือแบรนด์ ‘ห้องเสื้อที่เก่าแก่ที่สุดในปารีส’ เป็นพี่ใหญ่ของวงการแฟชั่นที่ยังคงดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน (ถ้าถามว่าเก่าแก่แค่ไหน ก็ก่อตั้งในปีเดียวกันกับที่หอไอเฟลสร้างเสร็จนั่นแหละ !)

ในโลกแห่งแฟชั่น ท่ามกลางแบรนด์ที่เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความหลงใหล แบรนด์ที่สะท้อนตัวตนอย่างร้อนแรง หรือความต้องการอยากเปลี่ยนแปลงที่แรงกล้า กลับมีแบรนด์เสื้อผ้าระดับโอตกูตูร์แบรนด์หนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นที่เรียบง่าย และสุดแสนจะอบอุ่น เพราะว่ามันเริ่มต้นมาจาก ‘ความรักของแม่คนหนึ่งที่อยากตัดเสื้อผ้าสวยๆ น่ารักๆ ให้ลูกได้ใส่’

เนื่องในโอกาสวันแม่ วันนี้ขอพาไปสำรวจเรื่องราวเรื่องเล่า เกร็ดชีวิต และผลงานต่างๆ ของ ‘Jeanne Lanvin’ ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Lanvin ห้องเสื้อที่สร้างจากความรักของคนเป็นแม่ที่ได้เปลี่ยนโลกแห่งแฟชั่นไปตลอดกาล


Little Omnibus รถเมล์คันน้อยแห่งกรุงปารีส

Jeanne-Marie Lanvin เกิดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 1 มกราคม 1867 โดยเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 11 คนในครอบครัวชนชั้นแรงงาน โดยมีคุณพ่อ Constantin Lanvin เป็นพนักงานโรงพิมพ์ และคุณแม่ Sophie Deshayes ที่เป็นช่างเย็บผ้า

เธอเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยโดยเริ่มต้นจากการเป็นเด็กส่งหมวกที่เดินสะพายกล่องใหญ่ๆ ไปทั่วปารีส จนได้รับฉายาว่า Little Omnibus หรือ รถเมล์คันน้อย เพราะเธอเลือกที่จะเดินเท้าแทนที่จะนั่งรถเมล์เพื่อประหยัดเงิน ซึ่งเธอก็ได้ใช้เวลาที่เธอเดินสังเกตการแต่งตัวของผู้หญิงชนชั้นสูง และเก็บเศษผ้ามาตัดเป็นชุดตุ๊กตาขาย

จนเมื่อเธออายุได้ 16 ปีเธอก็ได้รับโอกาสฝึกงานเป็นช่างทำหมวกให้กับร้าน Madame Felix ที่รับทำหมวกให้กับชนชั้นสูงไปจนถึงระดับราชวงศ์ และไต่เต้าพัฒนาฝีมือจนได้ขึ้นเป็นหัวหน้าช่างปักหมวก

แล้วหลังจากนั้น 2 ปี เธอก็ตัดสินใจเอาเงินที่เก็บสะสมไว้รวมกับเงินที่กู้มาเปิดร้านหมวกเล็กๆ ของตัวเองในปี 1889 ในชื่อ Lanvin Mademoiselle Jeanne Modes ก่อนที่จะย้ายร้านมาตั้งบนถนน Rue du Faubourg Saint-Honoré ในปี 1893 และยังคงดำเนินกิจการอยู่มาจนถึงปัจจุบัน


เสื้อผ้าเด็กระดับ Haute Couture แบรนด์แรกของโลก

Jeanne Lanvin แต่งงานในปี 1895 กับชนชั้นสูงชาวอิตาลี (ก่อนจะหย่าในปี 1903) และมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อ Marguerite Marie-Blanche ซึ่งได้กลายมาเป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต เป็นแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนโลกแฟชั่นไปตลอดกาล

โดยแนวความคิดของเสื้อผ้าเด็กในยุโรปยุคก่อนหน้าปลายศตวรรษที่ 19 คือ ‘ชุดผู้ใหญ่แบบย่อส่วน’ หรือ ‘สิ่งที่ใส่ชั่วคราว’ เพราะว่าเด็กนั้นโตไวเดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยน/ทิ้ง ทำให้เสื้อผ้าของเด็กในยุคนั้นหากไม่แข็งจนเกินไปจากการใช้ผ้าที่ทำให้เสื้อเข้าทรงแบบในเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ต้องตัดให้เล็กกว่าเดิม (หลายครั้งถึงขั้นใส่คอร์เซตก็มี) ก็จะเป็นเสื้อผ้าแบบไม่มีโครงสร้างอะไรที่ทำมาจากผ้าฝ้ายสีขาวหรือสีครีมเรียบๆ

แต่ Jeanne เห็นต่างไปจากนั้น เธออยากให้ลูกสาวของเธอได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ที่ยังสามารถออกไปวิ่งเล่นได้ตามประสาเด็กๆ เธอนำวิธีการคิดงานแบบโอตกูตูร์ใส่ลงไปเสื้อผ้าเด็ก การตัดเย็บด้วยคัตติ้งเนี้ยบ มีงานปักสวยงาม และใช้เนื้อผ้าชั้นดี

เธอเริ่มต้นจากการเลือกใช้ผ้าที่นุ่มนวล น้ำหนักเบา อย่างผ้าฝ้าย และผ้าชีฟอง เปลี่ยนโครงสร้างคัตติ้งใหม่ให้เหมาะสมกับเด็ก เธอเอาการรัดเอวเข้ารูป และคอร์เซตออกไป ปล่อยให้ทรงเสื้อทิ้งตัวหลวมเพื่อให้เด็กไม่อึดอัด เพิ่มพื้นที่ช่วงวงแขน และไหล่ให้กว้างขึ้น เพื่อให้เด็กสามารถยกแขน วิ่งเล่น และเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้เทคนิคจับจีบแบบ Smocking บริเวณคอ และอก ทำให้เสื้อผ้ามีความยืดขยายตัวได้ตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย แล้วก็ไม่ลืมที่จะคิดถึงตำแหน่งของกระดุม ตะขอ และรอยต่อผ้าที่จะบาดผิวอันบอบบางของเด็กๆ

ด้วยคุณภาพระดับสูงของวัสดุ การตัดเย็บสุดประณีต และการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ ทำให้เหล่าแม่ๆ ชนชั้นสูงที่เป็นลูกค้าซื้อหมวกของเธอเมื่อเห็นชุดของ Marguerite ก็ถูกอกถูกใจ และร้องขอให้ Jeanne ช่วยตัดชุดให้ลูกๆ ของพวกเธอด้วย

จากการปากต่อปาก ตามด้วยเสียงเรียกร้องจากเหล่าลูกค้าก็ทำให้ Jeanne ตัดสินใจเปิดแผนกเสื้อผ้าเด็ก (Costumes d’Enfants) ในร้านของเธออย่างจริงจังในปี 1908 จนเกิดเป็นไลน์เสื้อผ้าเด็กระดับโอตกูตูร์แบรนด์แรกของโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของ Child Fashion


ก้าวแรกสู่การก่อตั้งห้องเสื้อ Lanvin และการกำเนิด Robe de Style

หลังจาก Jeanne ได้ปฏิวัติวงการเสื้อผ้าเด็กไปได้หนึ่งปี เหล่าคุณแม่ในยุคนั้นที่ได้เห็นลูกๆ ของตัวเองวิ่งเล่นในเสื้อผ้าที่สบายตัว น่ารัก และสดใส ก็เลยคิดว่ามันคงน่ารักไม่น้อยถ้าได้เสื้อสไตล์เดียวกันไว้ใส่คู่กับลูกบ้างจนเริ่มมีคำขอให้ Jeanne ช่วยตัดชุดสำหรับผู้ใหญ่ด้วย

จากความต้องการเหล่านี้ Jeanne จึงตัดสินใจมาทำไลน์เสื้อผ้าผู้ใหญ่ด้วย แล้วได้เข้าร่วมสมาคมแฟชั่นชั้นสูง (Syndicat de la Haute Couture) กลายมาเป็นห้องเสื้อชั้นสูงอย่างเป็นทางการในปีเดียวกันนั้นเอง ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของชุดระดับตำนานอย่าง ‘Robe de Style’ ชุดกระโปรงที่คืนความเป็นธรรมชาติให้กับสรีระของผู้หญิง

โดยนี่คือหนึ่งในแฟชั่นแห่งยุค 1910s-1920s ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดกระโปรงพองน่ารักๆ ที่เธอตัดให้ Marguerite ใส่ โดยใช้โครงสร้างกระโปรงทรงบานแบบสเปน (Panniers) มาลดทอนให้น้ำหนักเบา และปรับให้เข้ากับชุดของผู้ใหญ่ กลายเป็นทรงกระโปรงที่ได้ปลดปล่อยพวกเธอให้เป็นอิสระจากเหล่าเสื้อรัดเอว คอร์เซตต่างๆ ที่พวกเธอใส่มาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความอ่อนหวาน สง่างาม และทรวดทรงตามธรรมชาติของผู้หญิง

Robe de Style ได้กลายเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับห้องเสื้อ Lanvin ในเวลาต่อมา และสร้างแรงกระเพื่อมไปยังอนาคต โดยมันได้กลายเป็นรากฐานให้กับ ‘New Look’ ของ Christian Dior ในปี 1947 ที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการแฟชั่นยุคหลังสงครามโลกไปอย่างสิ้นเชิง


กำเนิด Hyménée ชุดแต่งงานเพื่อลูกสาวสุดที่รัก บรรทัดฐานใหม่ของชุดแต่งงานชนชั้นสูง

ต่อมาในปี 1911 หลังจากที่เปิดไลน์เสื้อผ้าผู้หญิงไปได้ 2 ปี Jeanne ก็ได้เปิดไลน์ชุดแต่งงาน Lanvin Blanche ขึ้น เพราะจากการบอกต่อกันในสังคมชั้นสูง ที่นอกจากจะมาขอให้ตัดชุดให้ลูกๆ แล้วมักจะมาขอให้ออกแบบ และตัดชุดในพิธีการสำคัญๆ ด้วย ซึ่งก็รวมไปถึงชุดแต่งงานของคนในครอบครัว

ชุดแต่งงานของ Lanvin ในยุคแรกนั้นมีเอกลักษณ์อยู่ที่การนำพื้นฐานของชุดแบบ Robe de Style มาประยุกต์ทำให้เกิดเป็นชุดแต่งงานโดยจะเป็นทรงพองสุ่มเล็กๆ ที่ปล่อยช่วงเอวให้เป็นอิสระ ใส่แล้วไม่อึดอัด มีงานปักมุก, เลื่อมเงิน/ทอง, ลายปัก, และงานลูกไม้สุดประณีต แล้วจากประสบการณ์ของการเป็นช่างทำหมวกมาอย่างยาวนานทำให้เธอสามารถออกแบบหมวก และผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวให้เข้ากับชุดที่เธอออกแบบได้อย่างไร้ที่ติ

แต่หากจะให้พูดถึงชุดแต่งงานที่ Jeanne ทุ่มเทหัวใจให้กับผลงานมากที่สุด และสร้างชื่อเสียงให้กับเธอมากที่สุด ก็จะเป็นของใครไม่ได้นอกจาก Marguerite ลูกสาวของเธอนั่นเอง โดยมีชื่อชุดว่า ‘Hyménée’ ตามชื่อเทพีแห่งการแต่งงานของกรีก โดยเป็นชุดผ้าไหมสีขาวพริ้วไหว ตกแต่งด้วยงานปักอย่างประณีต มาพร้อมกับหมวกเจ้าสาวประดับมุก และผ้าคลุมหน้ายาวลากพื้น ซึ่งผลงานชุดนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอย่าง La Gazette du Bon Ton และกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของชุดแต่งงานชนชั้นสูงในยุคนั้นเลยทีเดียว


แตกไลน์ของแต่งบ้าน และงานสถาปัตยกรรมภายใน ‘Lanvin Décor’ เพราะอยากแต่งห้องให้ลูกสาว

Jeanne ไม่ได้มองแฟชั่นเป็นเพียงเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายเท่านั้น เธอมองว่ามันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่ต้องสอดประสานไปกับรสนิยม

ในปี 1920 เธอได้จับมือร่วมกับ Armand-Albert Rateau สถาปนิก และมัณฑนากรสาย Art Deco ก่อตั้งสตูดิโอ Lanvin Décor ขึ้นที่ตรงข้ามกับร้านเสื้อผ้าของเธอ โดยจะเน้นไปที่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ ผ้าบุโซฟา ไปจนถึงวอลเปเปอร์ ที่ผสมผสานงานสไตล์ Art Deco เข้ากับลวดลายธรรมชาติ

ผลงานแรกๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Lanvin Décor ไม่ใช่งานลูกค้าภายนอกแต่เป็นการออกแบบ และตกแต่งบ้านของ Marguerite ลูกสาวของเธอเอง (อีกแล้ว) ที่ย้ายออกไปอยู่บ้านกับสามีของเธอ ซึ่งปัจจุบันนี้ห้องบางห้อง เช่น ห้องน้ำ และห้องนอน ก็ได้ถูกยกไปจัดแสดงถาวรไว้ที่ Musée des Arts Décoratifs ในกรุงปารีส


ตั้งโรงงานย้อมผ้า และสี ‘Lanvin Blue’

จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องทำให้ Jeanne ตัดสินใจตั้งโรงงานย้อมผ้าของตัวเองขึ้นมาในปี 1923 ที่เมือง Nanterre เพื่อให้เธอสามารถควบคุมคุณภาพ และสร้างสรรค์เฉดสีเฉพาะตัวที่ไม่สามารถหาได้จากท้องตลาดทั่วไป

ซึ่งเฉดสีที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในโรงย้อมแห่งนี้ก็คือสี ‘Lanvin Blue’ สีฟ้าครามอมม่วงที่ต่อมาจะกลายเป็นสีประจำแบรนด์ ส่วนเหตุผลที่ Jeanne ทุ่มเทสร้างสีนี้ขึ้นมาเพราะว่านี่คือสีโปรดของ Marguerite ลูกสาวของเธอ (อีกแล้ว) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากจิตรกรรมฝาผนังยุคเรอเนสซองส์ของ Fra Angelico ในประเทศอิตาลี

นอกจากนั้นก็ยังมีสี ‘Polignac Pink’ และ ‘Velvet Green’ ที่เป็นสีคู่กับ Lanvin ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาจากโรงย้อมนี้เช่นกัน


กำเนิด Arpège น้ำหอมในตำนานแห่ง Lanvin

หากพูดถึงหนึ่งในสินค้าขายดีที่สุดตลอดกาลของ Lanvin ก็คงหนีไม่พ้นน้ำหอม Arpège ที่มาในขวดลูกบอลสีดำ สกรีนโลโก้สีทอง ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นอีกหนึ่งผลงานของ Jeanne ทำขึ้นเพื่อลูกสาวของเธอ โดยตั้งใจทำมันขึ้นเพื่อให้เป็นของขวัญวันเกิด 30 ปีของ Marguerite ในปี 1927

Jeanne ได้ว่าจ้างนักทำน้ำหอมมีชื่อ 2 คนเพื่อพัฒนาน้ำหอมนี้โดยใช้วัตถุดิบมากกว่า 60 ชนิด แล้วหลังจากที่เธอนำน้ำหอมที่สกัดสมบูรณ์แล้วไปให้ลูกสาวลองดม เธอก็พูดขึ้นมาว่า ‘มันรู้สึกเหมือน Arpeggio’ (เธอเป็นนักเปียโน และนักร้องโอเปร่า) ซึ่งในทางดนตรีหมายถึงการไล่โน้ตทีละตัวอย่างพริ้วไหวต่อเนื่อง สื่อว่ากลิ่นน้ำหอมนี้ไม่ได้พุ่งออกมาพร้อมกันแต่ค่อยๆ ไล่กลิ่นแต่ละโน้ตออกมา Jeanne จึงนำชื่อนี้ไปปรับเป็นภาษาฝรั่งเศสกลายเป็นชื่อ ‘Arpège’ แล้วตั้งเป็นชื่อน้ำหอมนี้

สำหรับขวดน้ำหอมทรงกลมสีดำที่เราเห็นกันทุกวันนี้ได้รับการออกแบบโดย Armand-Albert Rateau ที่ร่วมกันเปิด Lanvin Décor ร่วมกับ Jeanne และโลโก้สีทองที่อยู่บนขวดที่เป็นผู้หญิงกับเด็กจับมือกันก็จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากตัว Jeanne และ Marguerite ลูกสาวของเธอเอง โดยเป็นการลดทอนจากภาพจริงที่เธอใส่ชุดคู่กับลูกสาวในงานพรอมเมื่อปี 1907 ซึ่ง Jeanne ชอบโลโก้นี้มากจนเอามาใช้เป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของ Lanvin นับตั้งแต่นั้นเป็นมา

ในวงการน้ำหอมมีการเปรียบเปรย Arpège ว่าเป็น “The fragrance of a woman who is loved” หรือกลิ่นหอมของผู้หญิงที่เป็นที่รัก ซึ่งสามารถสะท้อนถึงที่มาจากความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกสาวได้เป็นอย่างดี


จากความรักของแม่สู่จักรวาล Lanvin แบรนด์ไลฟ์สไตล์แรกของโลก

นอกจากไลน์ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว Lanvin ก็ยังมี Lanvin Sport (1923) และ Lanvin Homme (1926) ซึ่งเป็นห้องเสื้อ Haute Couture เจ้าแรกที่ทำเสื้อผ้าผู้ชาย โดยลูกค้าก็จะมาจากเหล่าบรรดาสามี และลูกชายของลูกค้าในร้านของเธอ แล้วหากเรานับรวมไลน์ทั้งหมดของ Lanvin แล้วละก็ Lanvin จะถือเป็น ‘Lifestyle Brand’ แบรนด์แรกของโลก ที่ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่ เสื้อผ้าทั้งวัยเด็ก-ผู้ใหญ่ ผู้ชาย-ผู้หญิง น้ำหอม ไปจนถึงของตกแต่งบ้าน กลายเป็นรากฐานให้กับแบรนด์อย่าง Dior หรือ Chanel มาใช้เป็นโมเดลธุรกิจในปัจจุบัน

Jeanne เสียชีวิตในปี 1946 ด้วยวัย 79 ปี ก่อนที่หลังจากนั้น Marguerite ลูกสาวสุดที่รักของเธอที่มารับช่วงต่ออาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากความรักที่คุณแม่มีต่อตัวเธอ

จนมาถึงปัจจุบันนี้ Lanvin ก็ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ และเป็นห้องเสื้อที่เก่าแก่ที่สุดในปารีส (137 ปี) ซึ่งถึงแม้ตัวแบรนด์อาจไม่ได้มีความฟู่ฟ่า หรูหรามากมายเหมือนแบรนด์อื่นๆ แต่จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ก็ไม่ได้ทำเพื่อการสร้างเทรนด์ใหม่ หรือ การสร้างกำไรทางธุรกิจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เพราะสำหรับ Jeanne Lanvin แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าตัวแรก ชุดเจ้าสาว หรือแม้กระทั่งโคมไฟและโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอน ทั้งหมดล้วนเริ่มมาจากคำถามเดียว คือ “ฉันจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกได้อย่างไร”

บทความโดย: รวีศิลป์ อัศวกิตติประภา

Source:

  • https://us.lanvin.com/pages/jeanne-lanvin
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Jeanne_Lanvin
  • https://www.vogue.in/content/jeanne-lanvin-power-quiet-fashion
  • https://www.vogue.com/article/jeanne-lanvin-best-moments-from-the-archives
  • https://www.palaisgalliera.paris.fr/en/exhibitions/jeanne-lanvin
  • https://madparis.fr/en/collections/period-rooms/period-rooms-20th-century/jeanne-lanvins-decorations/
  • https://www.metmuseum.org/art/collection/search?q=Jeanne+Lanvin
  • https://www.vam.ac.uk/collections/jeanne-lanvin
  • Flammarion Publishing — Jeanne Lanvin by Jérôme Picon
  • Assouline — Lanvin Book Collection
  • https://www.youtube.com/watch?v=bQPqu5gqf_E

© 2021 Art of. All rights reserved.

  083-138-5607
contact@artofth.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save