ตีแผ่โลกกิลเลียด สัญญะ สีสัน และเบื้องหลังความเผด็จการ ใน The Testaments จาก Disney+
จะเป็นยังไง ถ้าโลกที่ผู้หญิงถูกกดขี่ ลดบทบาท ไร้เสียงในสังคม กลับมาอีกครั้ง ในอนาคตอันใกล้ ?
The Testaments หรือ คำให้การจากพยานปากเอก คือซีรีส์ดิสโทเปียที่ขยายจักรวาลจาก The Handmaid’s Tale เรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศกิลเลียด โดยเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครอีกกลุ่มภายใต้ระบอบเดียวกัน ทำให้เห็นภาพของสังคมนี้ในมิติที่หลากหลายมากขึ้น ตัวซีรีส์โดดเด่นทั้งด้านเนื้อเรื่อง วิธีการเล่า และงานภาพที่ประณีต แต่ภายใต้ความงดงามนั้น ทุกเฟรมกลับแฝงไปด้วยความร้ายลึก และอึดอัด เหมือนแอปเปิลน่ากินที่อาบยาพิษเลยทีเดียว
ใน The Handmaid’s Tale นั้นเป็นการเล่าผ่านสายตาของหญิงรับใช้ที่ถูกบังคับให้อุ้มบุญให้ชนชั้นสูง และใน The Testaments ก็ได้ขยายภาพให้กว้างขึ้น เดินทางเข้าไปในโรงเรียนสตรีที่หล่อหลอมผู้หญิงให้เติบโตเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบตามกฎของระบอบนี้

หนังสือเรื่อง The Handmaid’s Tale และ The Testaments เขียนโดย Margaret Atwood ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกวิจารณ์ว่ามีเนื้อหารุนแรงสุดโต่งในทางศาสนาและสังคม จนถึงขั้นถูกแบนจากหลักสูตรและห้องสมุดในโรงเรียนที่อเมริกาเลยทีเดียว เมื่อหนังสือนี้ได้ถูกสร้างกลายมาเป็นซีรีส์จึงเป็นที่จับตามาก ว่าจะเล่าเรื่องที่สุดโต่งซับซ้อนนี้อย่างไร
ผู้เขียนก็ได้บอกว่า ทุกเรื่องที่เธอเขียนก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น อ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์จริงๆ จากที่เธอกล่าวอาจตีความได้ว่า ก่อนที่ผู้หญิงจะเคยมีสิทธิมากขึ้นอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เคยถูกจำกัดบทบาทมาก่อน หรือในเนื้อเรื่องนี้ ก็อาจมีบางส่วนที่ยังเป็นเรื่องจริงในสังคมด้วย
และเรื่องราวของ The Testaments แสดงให้เห็นว่าผู้คนหนุ่มสาวและวัยรุ่นนั้นทรงพลัง และนำพาความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ทุกคนคิด

เป็นซีรีส์ที่เข้มข้นในทุกๆ มิติจริงๆ จึงขอมาเจาะลึกกัน ว่าโลกกิลเลียดใน The Testaments นั้นมีความนัย สัญญะอะไรที่ซ่อนอยู่บ้าง
สามารถสตรีม The Testaments ตอนใหม่ได้ทุกวันพุธ มีทั้งหมด 10 ตอน พร้อมพากย์ไทย ทาง Disney+
ศาสนา เผด็จการ และผู้หญิง

ในโลกของกิลเลียด ระบอบเผด็จการชายเป็นใหญ่ใช้ ‘ศาสนา’ เป็นเครื่องมือในการออกแบบกฎเกณฑ์ในสังคม โดยหยิบคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิลบางส่วนมาใช้ เพื่อทำให้กฎนั้นดู ‘ถูกต้อง’ และ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ทั้งระบบชนชั้น บทบาทของผู้หญิง ไปจนถึงพิธีกรรมต่างๆ ล้วนถูกทำให้เชื่อว่าเป็นประสงค์ของพระเจ้า
The Testaments จึงสะท้อนการตีกรอบและกดทับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงได้อย่างเจ็บแสบและตรงไปตรงมา พร้อมชวนให้ผู้ชม โดยเฉพาะผู้หญิง หันกลับมาตั้งคำถามกับค่านิยมในอดีต ที่ให้การเป็นภรรยาและการมีลูกคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต


ซีรีส์ยังขยายภาพให้เห็นกระบวนการปลูกฝังความเชื่อนี้อย่างเป็นระบบ เช่น โรงเรียนสตรีที่สอนให้ผู้หญิงยอมรับบทบาทของตนเองโดยไม่ตั้งคำถาม ทำให้การพรากสิทธิต่างๆ แม้กระทั่งสิทธิในร่างกายของตัวเอง
เรื่องราวของความเชื่อ ศาสนา และการกดขี่บทบาทพวกนี้ ถูกแสดงออกมาในองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ในเรื่องอย่างแยบยล
การแบ่งชนชั้นด้วยสี


ซีรีส์นี้เปิดมาด้วยฉากบ้านตุ๊กตา ที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาที่สวมเสื้อผ้าสีต่างๆ แสดงถึงบทบาทของผู้หญิงและผู้ชายในสังคมที่ถูกกำหนดและชักใยเอาไว้แล้ว ตามเนื้อเรื่องนั้น ประเทศกิลเลียดหรือในอดีตคืออเมริกา เป็นประเทศที่เคยมีหลากสีสัน แต่เมื่อระบอบใหม่เข้ามาควบคุม ผู้หญิงกลับถูกแบ่งแยกชนชั้นด้วยเสื้อผ้าสีต่างๆ สีที่มาพร้อมบทบาท หน้าที่ และความหมายที่ซ่อนอยู่

สีชมพู คือสีของเด็กหญิง สีพลัมหรือสีม่วง คือสีของวัยรุ่นก่อนมีรอบเดือนและกำลังฝึกฝนการเป็นภรรยา


สีเขียว คือสีของหญิงที่มีรอบเดือนแล้ว พร้อมแต่งงาน เป็นสีที่แสดงถึงความเบ่งบาน อุดมสมบูรณ์

สีฟ้าน้ำเงิน คือสีของหญิงแต่งงานแล้ว ต้องอยู่ในกรอบที่สามีกำหนด

สีขาว คือสีของเพิร์ลเกิร์ล ผู้มาจากนอกประเทศกิลเลียด สีขาวบริสุทธิ์ที่เหมือนการเกิดใหม่ และพร้อมรับคำสอนจากพระเจ้า
สีแดง คือ handmaids หรือ หญิงรับใช้ที่อุ้มบุญ สีแดงเป็นสีของประจำเดือน แสดงถึงการให้กำเนิด เลือด และยังเป็นสีของ Mary Magdalene หญิงในศาสนาคริสต์ที่เป็นผู้ติดตามของพระเยซู


สีน้ำตาล คือสีของคุณป้าครูที่โรงเรียน ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องแบบทหารที่เน้นการใช้งานและแสดงถึงอำนาจ

สีเขียวเทาหม่น คือ มาร์ธาร์ หรือหญิงวัยหมดรอบเดือนแล้ว ที่เป็นทาสรับใช้ชนชั้นสูง
มุมมองภาพในโลกกิลเลียด


งานกำกับภาพทำหน้าที่พาผู้ชมเข้าไปสู่โลกของเรื่องได้อย่างชัดเจน โดยฉากในกิลเลียด ภาพแทบทุกฉากถูกจัดวางอย่างเนี้ยบกริบ สมมาตร และดูงดงามเกินจริง ซึ่งความเป๊ะนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลาง และอำนาจของรัฐเผด็จการที่ควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกรอบ


ขณะเดียวกัน มุมภาพจากด้านบนที่ปรากฏบ่อยๆ ในเรื่อง ก็ช่วยสร้างความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังมองลงมา เมื่อผู้หญิงถูกจัดเรียงเป็นวงกลมหรือรูปทรงเรขาคณิต ก็ชวนให้นึกถึง ‘สายตาของพระเจ้า’ หรือของรัฐที่คอยเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความงดงามเหล่านั้นแฝงไปด้วยความอึดอัดและแรงกดดันอย่างเงียบงัน
ภาพวาดสื่อความหมาย

นอกจากองค์ประกอบต่างๆ ที่เห็นชัดเจนแล้ว หากลองสังเกตก็จะพบเห็นศิลปะภาพวาดที่มีชื่อเสียงมากมาย โดยเฉพาะในบ้านของชนชั้นสูง ซึ่งแน่นอนว่าภาพเหล่านั้นไม่ได้แขวนอยู่เพื่อประดับเท่านั้น แต่ทุกภาพล้วนสื่อความหมายเกี่ยวกับเนื้อเรื่องอย่างชัดเจน

A Child’s Bath (1880) โดย Mary Cassatt ศิลปินชาวอเมริกันเพียงคนเดียวที่ขึ้นชื่อว่า วาดภาพสไตล์อิมเพรสชันนิสต์ที่มีอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส ถือเป็นภาพแรกๆ ในประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่วาดแม่และเด็กในบริบทร่วมสมัย ไม่อิงกับศาสนา ภาพนี้สื่อถึงเนื้อเรื่องโดยตรงในแง่บทบาทของการเป็นแม่ที่หญิงจากโรงเรียนทุกคนเฝ้าฝันถึง

Dancers, Pink and Green (1895) โดย Edgar Degas ศิลปินชาวฝรั่งเศส เป็นการวาดช่วงเวลาหลังเวทีของเหล่าหญิงสาวนักบัลเลต์ ศิลปินมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นธรรมชาติและเห็นเบื้องหลังของนักแสดงบัลเลต์อย่างแท้จริง
เมื่ออยู่ในบริบทของซีรีส์เรื่องนี้ ก็ราวกับว่าเรื่องกำลังแสดงให้เห็นว่า ในเบื้องหน้าความสมบูรณ์แบบของสาวๆ ชนชั้นสูง ที่ข้างหลังม่านนั้น แต่ละคนก็มีความรู้สึก ความเจ็บปวดและเรื่องราวของตัวเอง และในภาพยังใส่ชุดสีชมพู และเขียว แสดงถึงสัญญะสีในเรื่องอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีภาพอื่นๆ ปรากฏในเรื่อง เช่น The Day before Marriage (1854) ภาพของหญิงสาวที่กุมจดหมายของคู่หมั้นเอาไว้ แววตาจองมองมาที่ภาพด้วยสีหน้าดูกังวลใจ

หรือภาพ Zwei Reiter am Strand (1901) ภาพของชายสองคนที่ขี่ม้าริมหาด ที่ยิ่งตอกย้ำถึงระบอบชายเป็นใหญ่ และอิสระของผู้ชายในสังคมกิลเลียด

สามารถสตรีม The Testaments ตอนใหม่ได้ทุกวันพุธ มีทั้งหมด 10 ตอน พร้อมพากย์ไทย ทาง Disney+
