จบลงไปแล้วกับการเดินทางของ 'MILLI' แรปเปอร์คนเก่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ไปโชว์ความสามารถในรายการ 'Show Me the Money 12' รายการเรียลลิตี้แรปเซอร์ไววัลของเกาหลีใต้ ซึ่งในรอบสุดท้ายมิลลิก็ได้คว้าอันดับที่ 4 ไปครอง
ตลอดรายการมิลลิได้โชว์ความสามารถและทักษะมากมายผ่านหลายๆ ภารกิจ และช่วงท้ายยิ่งกระแสแรงมากๆ จากการได้สร้างสรรค์สเตจของตนเอง ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าในทุกๆ โชว์ นอกจากคุณภาพการร้อง แรป เต้น ยังเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่พาคนดูตื่นเต้นไปตลอดทั้งการแสดง
ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นทักษะสำคัญ โดยเฉพาะคนในวงการสร้างสรรค์สามารถเรียนรู้ และหยิบเอาวิธีคิดไปต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานของตนเองได้แบบเต็มๆ วันนี้เลยขอหยิบเอามุมมองที่น่าสนใจในสเตจของ MILLI จากรายการ SMTM12 มาเล่าให้ฟังกัน !
คอนเซ็ปต์โชว์แข็งแรง ไล่ระดับจาก Simple แล้วขยายให้ Complex
ในทุกๆ สเตจของมิลลิ มักเริ่มต้นด้วย 'คอนเซ็ปต์' ที่ชัดเจน…
รับสงกรานต์ ด้วยยูนิโคล่ !
ถ้าจะหาเสื้อผ้าลุคดีๆ ที่ใส่หน้าร้อนสบาย ไปทำงานก็ได้ ต่อคาเฟ่ก็ดูดี เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบัน ก็คงต้องนึกถึง UNIQLO ก่อน เพราะที่นี่เขามีเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ให้เลือกจบในที่เดียว
ต้อนรับสงกรานต์ปีนี้ด้วยโปรโมชันลดราคาพิเศษ พร้อมกับของสมนาคุณ Multipurpose Shoulder Bag ที่ออกแบบโดย PDM พิเศษเพื่อ UNIQLO Thailand เท่านั้น
ร่วมมือกับ PDM BRAND อีกครั้ง
PDM แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์และของแต่งบ้านสัญชาติไทยสุดชิค ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดดเด่นด้านการออกแบบที่ร่วมสมัย นอกจากดีไซน์จะเก๋แล้วยังใช้งานได้จริง
เป็นอีกครั้งที่กลับมาร่วมมือกับยูนิโคล่ดีไซน์กระเป๋าสะพายขนาดใหญ่เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน วัสดุผ้าเคลือบสะท้อนหยดน้ำและมีน้ำหนักเบาสุดๆ เหมาะสำหรับคนแอคทีฟที่ต้องการความคล่องตัวและจุของได้มาก จบในใบเดียว
คอลเลกชันนี้นอกจากจะมีถึง 4 สี ได้แก่…
รู้ไหมว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 70 ปี แต่สไตล์ Mid-Century ยังคงปรากฏอยู่ในบ้านของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก และยังคงเป็นหนึ่งในสไตล์เฟอร์นิเจอร์ที่ถูกค้นหามากที่สุดในการแต่งบ้าน เพราะไม่ว่าจะวางตรงไหนก็โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ !
Timeless Design ของสไตล์ Mid-Century ความลงตัวของฟังก์ชันและความอบอุ่น
งานออกแบบที่ไร้กาลเวลา Timeless นี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความลงตัวที่ผสมผสานมาจากไลฟ์สไตล์ของผู้คน สไตล์ Mid-Century เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1940s และเติบโตอย่างชัดเจนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการชีวิตที่เรียบง่ายมากขึ้น จึงเกิดแนวคิดการออกแบบที่ลดทอนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป
อิทธิพลสำคัญของ Mid-Century Modern มาจากแนวคิดแบบ Bauhaus ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันและความเรียบง่าย ผสานกับเส้นสายและสีที่อบอุ่นและความเป็นธรรมชาติจนเกิดเป็นความลงตัว
ในช่วง1950s - 1960s แนวคิดนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านผลงานของนักออกแบบอย่าง Charles & Ray…
พูดถึงสีทาอาคาร “Nippon Paint” จะเป็นชื่อที่คุ้นหูคุ้นปากคนไทยมานาน หากเรามองเข้าไปในความสำเร็จของแบรนด์สีอันดับ 1 ของเอเชีย และ อันดับ 4 ของโลก เราจะพบว่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากความมุมานะ การคำนึงถึงผู้อื่นและจิตวิญญาณแห่งการคิด ทั้งคิดเผื่อและคิดเพื่อป้องกันปัญหา ที่ฝังลึกอยู่ใน DNA ของคนญี่ปุ่น
เริ่มจากแป้งทาหน้า
ย้อนกลับไปในปี 1881 ยุคที่ญี่ปุ่นกำลังเร่งพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย สองพี่น้องตระกูล Moteki นำโดย Jujiro Moteki ผู้เป็นน้องชาย ได้ร่วมกันก่อตั้ง Komyosha ขึ้นมา ที่ภายหลังพัฒนาไปเป็นนิปปอนเพนต์ โดยแรกเริ่มเดิมทีบริษัทเริ่มจากการทำ 'แป้งทาหน้า' ปลอดสารตะกั่วรายแรกในญี่ปุ่น
ในยุคที่เทคโนโลยีตะวันตกเริ่มกระจายไปทั่วโลก ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ เริ่มต้นจากการคิดค้นนวัตกรรมและจดสิทธิบัตร ‘ซิงก์ออกไซด์’ สำหรับใช้ทำแป้งขาวสำหรับทาหน้าที่ปลอดภัย ไม่อันตรายเช่นสีขาวจากตะกั่วที่ใช้กันมาแต่เดิม…
จะเป็นอย่างไรถ้า ‘การแต่งบ้าน’ ไม่ได้ต้องเริ่มต้นจากอาคารที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากสติกเกอร์ชิ้นเล็กๆ ที่เราค่อยๆ ต่อเติมด้วยตัวเองได้ !
‘Isometric Sticker Collection’ จาก Sansiri จึงเกิดขึ้นเพื่อถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบของโครงการผ่านสติกเกอร์ขนาดจิ๋ว ที่ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมสร้างบ้านในเวอร์ชันมินิของตัวเอง
โปรเจกต์ Behind the Design: Peace in Pieces
เบื้องหลังของโปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากการนำดีไซน์ของโครงการแสนสิริมาตีความใหม่ในรูปแบบ Miniature Isometric Sticker Collection
จากโครงการสเกลใหญ่ ถูกย่อส่วนลงมาเป็นภาพสามมิติขนาดเล็กในมุมมอง isometric ที่ทำให้พื้นที่ต่างๆ ดูเหมือนโมเดลบ้านขนาดจิ๋ว ทำให้ได้เห็นเสน่ห์ของงานออกแบบในมุมมองที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น และด้วยแนวคิด ‘Peace in Pieces’ ที่ชวนให้เราค้นพบความสงบจากรายละเอียดเล็กๆ ที่ค่อยๆ ประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่
นอกจากจะเป็นการเล่าเรื่องดีไซน์ในรูปแบบใหม่แล้ว โปรเจกต์นี้ยังเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ร่วมถ่ายทอดโครงการแสนสิริผ่านลายเส้นและสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคน…
วลีนี้ถูกอธิบายให้เห็นภาพอย่างทรงพลังผ่านผลงานภาพถ่ายศิลปะการสร้างเงาด้วยมือ ที่หลายคนอาจเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ โปรเจ็ค ‘Invisible Back UP’ หรือ ‘เบื้องหลังความสุข’ หลายคนอาจเคยเห็นโปรเจ็กต์นี้ ที่ตั้งใจถ่ายทอดภาพเงาของ ‘ผู้อยู่เบื้องหลัง’ ที่มักถูกมองข้ามในชีวิต แต่คือกลุ่มคนสำคัญที่คอยผลักดันชีวิตและสังคมให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ความ ‘ทำถึง’ ของภาพถ่ายชุดนี้คือ ถ่ายมาจากภาพมือของ เหล่าผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง ไม่ว่าจะเป็น แม่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และทีมนิติบุคคลของโครงการ ความงดงามของเงาเหล่านี้สะท้อนถึงความร่วมมือและใส่ใจ เฉกเช่นเดียวกับงานดูแลลูกบ้าน ที่ยิ่งพวกเขาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่ ลูกบ้านจะยิ่งแทบไม่รู้สึกถึงปัญหาเลย ราวกับมีพลังล่องหนคอยประคองชีวิตให้ราบรื่นอยู่ตลอดเวลา
แนวคิดอันลึกซึ้งนี้คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ LPP สู่การรีแบรนด์งานบริการในชื่อ "UP by LPP" เพื่อนำเสนอบริการที่น่าเชื่อถือที่เกิดจากประสบการณ์ยาวนานในวงการอสังหาริมทรัพย์ แบบ “Smooth UP Your Living” ดูแลทุกเบื้องหลังด้วยหัวใจ…
บ่อยครั้งที่ผู้ชมมอง ‘ฉากละคร’ เป็นเพียงพื้นหลังหรือเครื่องประดับที่ทำให้เวทีสมบูรณ์ แต่สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังงานสร้างสรรค์นี้ Set Design คือหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบทละคร หน้าที่ของ Set Designer ไม่ใช่แค่การสร้างฉากเลียนแบบความจริง หรือทำ Backdrop สวยๆ แต่คือการ "ออกแบบพื้นที่" ให้สอดประสานไปกับเรื่องราว
"สำหรับเรา Set Design คือการออกแบบพื้นที่ในโรงละครให้เล่าเรื่องไปด้วยกันกับบทละคร... มันอาจเป็นแค่เก้าอี้บนพื้นขาวล้วนที่ทำให้เกิดจินตนาการเชิงสัญลักษณ์ส่งเสริมบทละครก็ได้เช่นกัน
วันนี้จะพาไปรู้จักศาสตร์ของการออกแบบฉากละคร ผ่านประสบการณ์ของ คุณอ๋อ ภัทรธิดา ปัญญาแก้ว ศิษย์เก่าสถาปัตย์ที่บินลัดฟ้าไปตามหาเส้นทางการออกแบบฉากที่ Yale University ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่การเตรียมตัวเพื่อตามล่าความฝัน ไปจนถึงเบื้องหลังการเรียน เพื่อต่อยอดไปสู่การทำงานจริง
รวมผลงานออกแบบตลอด 3 ปีที่ Yale Design Showcase ที่จัดขึ้นทุกปีตอนจบการศึกษา
___…
เคยไหมที่ได้กลิ่นข้าวสวยหลังหุงเสร็จแล้วย้อนคิดถึงบ้านเก่าในวัยเด็ก กลิ่นสบู่อาบน้ำที่ทำให้นึกถึงแม่ หรือแม้แต่กลิ่นผ้าผึ่งแดดที่ทำให้หวนนึกถึงเช้าวันเสาร์
ในภาษาฝรั่งเศสมีวลีที่ว่า ‘Madeleine de Proust’ ซึ่งกล่าวถึงการที่เราได้สัมผัสกลิ่นหรือรสชาติของสิ่งใดก็ตาม อันทำให้หวนคิดถึงความทรงจำในช่วงวัยหนึ่ง ดังนั้นจึงแปลว่ากลิ่นสามารถเชื่อมโยงมนุษย์กับความทรงจำและความรู้สึกนึกคิดได้โดยตรง
นำมาสู่การตั้งคำถามที่ว่า หากที่ผ่านมาเราใช้เพียงดวงตาเพ่งมองงานศิลปะจากระยะไกล ทั้งภาพในกรอบรูป หรือแม้แต่สิ่งของที่ถูกจัดวางในตู้กระจก แล้วจะเป็นอย่างไรหากเราจะใช้ ‘จมูก’ ดมกลิ่น เพื่อจมจ่อมไปกับผัสสะที่เกิดขึ้นภายใน เพราะ ’กลิ่น’ พาคนก้าวข้ามระยะห่างของการชมงานศิลป์ และหลอมรวมตัวตนของผู้ชมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานนั้น
Art of จึงจะพาทุกคนมารู้จักกับ Olfactory Art ศิลปะที่ไม่ใช่แค่ชม แต่ต้องดมด้วย
Olfactory Art คืออะไร?
Olfactory Art คือศิลปะที่ใช้ ‘กลิ่น’ เป็นตัวกลางหลักในการสื่อสารระหว่างชิ้นงานกับผู้ชม ดังนั้นประสบการณ์ทางศิลปะที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจถูกกำหนดตายตัว หากแต่ผันแปรไปตามความทรงจำ และประสบการณ์เดิมของแต่ละคน
ตัวอย่างเช่น การจัดแสดงดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาและส่งกลิ่นคละคลุ้ง…
สายถ่ายภาพหรือชอบทำคอนเทนต์บอกเลยว่าห้ามพลาด! มาเปิดประสบการณ์การถ่ายภาพระดับโปรในงานนิทรรศการภาพถ่ายไวบ์ดี ‘The Golden Stage of Life’ Exhibition จัดแสดงผลงานของ 4 ช่างภาพระดับโปรได้แก่ อุรชา จักรคชาพล, ณพัฒน์ กรรขำ, ดรณ์ อมาตยกุล, และ 17.57 ที่มาตีความคำว่า ‘ลูกรักพระเจ้า’ ในสไตล์ที่ต่างกัน
ความชิลล์ของงานนี้คือการชวนให้คุณมา ‘เงย’ หน้ามองภาพถ่ายกัน โดยผลงานภาพถ่ายทั้งหมดจะถูกจัดแสดงแบบลอยกลางอากาศ เหนือกองบีนแบ็คสีขาว ให้ผู้ชมสามารถมานั่ง-นอน มองภาพไล่ไปทีละภาพ งานภาพถ่ายของแต่ละคนมีคาแรคเตอร์และเรื่องราวเป็นของตัวเอง ที่สำคัญผลงานภาพถ่ายทั้งหมดถูกถ่ายด้วย vivo V70 ทั้งสิ้น สามารถมาฟังคอนเซ็ปต์และทริคปั้นช็อตของช่างภาพแต่ละคนได้ใน Photographer Interview ด้วยนะ
งานนี้ vivo จัดสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง vivo…
