6 องค์ประกอบความ Cinematic ของ Made In Korea ซีรีส์เนื้อเรื่องเข้มข้น รวมความเท่และแกลมแบบยุค 70s
ซีรีส์สัญชาติเกาหลีบนแพลตฟอร์ม Disney+ นั้นขึ้นชื่อเรื่องความน่าสนใจ หลายเรื่องติดโผในใจผู้ชม ด้วยบทอันเข้มข้น ดราม่าซับซ้อน และยังมีงานโปรดักชันที่สวยงามอลังการ ไม่แพ้ภาพยนตร์สเกลใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Moving (2023), Light Shop (2024) และในปี 2025 ที่ผ่านมาก็มีเรื่อง Hyper Knife และ Tempest อีกด้วยที่น่าติดตามตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนจบแบบไม่พัก
ต้นปี 2026 นี้ก็มีซีรีส์อีกเรื่องที่น่าจับตาอย่าง ‘Made In Korea’ ที่ถือเป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์ และยังได้นักแสดงตัวท็อปอย่าง ‘ฮยอนบิน’ มาแสดงนำอีกด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าในคราวนี้ ผู้ชมจะได้เห็นอีกด้านของเขา ที่แสดงบทบาทด้านมืดได้อย่างเท่ และสุขุมสุดๆ
โดยเรื่องราวในซีรีส์ Made In Korea นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีช่วงปี 1970 ถ่ายทอดเรื่องราวของ แบคกีแท (แสดงโดย ฮยอนบิน) ที่ในด้านหนึ่งเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KCIA) แต่อีกด้านเขาก็เป็นนักลักลอบค้าของผิดกฎหมายตัวฉกาจอีกด้วย
ด้วยโทนของเรื่องที่น่าสนใจ ทำให้งานโปรดักชันของเรื่องนี้ได้รวมทั้งความเท่ ความแกลม และเสน่ห์ของความยุค 70s ไว้ด้วยกัน บวกกับมีการกำกับภาพที่ดู Cinematic หรือมีความงามเชิงภาพยนตร์ในทุกๆ ซีน
จะพาไปดูกันว่ามีองค์ประกอบไหนใน ‘Made In Korea’ ที่ทำให้มีความ Cinematic สวยงาม จนเป็นอีกเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้ชมพลาด ! สามารถสตรีมได้แล้วทาง Disney+ เรื่องนี้มีทั้งหมด 6 ตอน พร้อมซับไทย และพากย์ไทย
องค์ประกอบ Gritty ขุ่นมัว

โทนของเรื่อง เห็นได้ตั้งแต่จากโปสเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงความขุ่นมัว สีเทา ควันฟุ้ง หรืออาจจะเรียกว่าแนว Gritty ก็ได้ มีความแปดเปื้อนสมจริง เข้ากับโลกอาชญากรรม แต่ก็มีความเท่ และแกลมในแบบ 1970s ซึ่งความขุ่นมัวนี้สะท้อนไปในองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่อง ทั้งในฉาก พร็อพ คอสตูม และแสง
สิ่งของอย่าง ‘บุหรี่’ ที่ตัวละครทุกตัวล้วนใช้ ก็มีการตีความได้หลากหลาย โดย ‘ควันบุหรี่’ ช่วยเน้นภาพของโลกที่เต็มไปด้วยเงา การซ่อนเร้น การต่อรองลับๆ บดบังความจริง บอกเป็นนัยว่าตัวละครในเรื่องนี้ไม่ได้ใสสะอาดตั้งแต่ต้น


เนรมิตฉากปูซานปี 1970s ที่หายไปขึ้นมาใหม่

เนื่องจากประเทศเกาหลีพัฒนารวดเร็วในช่วงปี 1970s ทำให้มีการทำลายสถาปัตยกรรมยุคนั้นไปจำนวนมาก จึงต้องมีการหาสถานที่ถ่ายทำให้เหมือนยุคนั้นที่สุด จนสุดท้ายก็ได้เลือกถ่ายทำในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงที่ในประเทศไทย

เช่น ในอาคารสถาปัตยกรรมหลายแห่งในเมืองโกเบ ยังมีความใกล้เคียงกับอาคารในเกาหลียุค 70s โดยเฉพาะฉากในอาคารสำคัญต่างๆ เช่นในกองบัญชาการ ที่ดูมีความดิบ ไม่มีการตกแต่งอะไรมาก

นอกจากนี้ยังมีฉากสงครามเวียดนาม ถนนเมืองเวียดนาม และฉากทางทะเลหลายฉากที่ที่ถ่ายทำที่ประเทศไทยอีกด้วย
โดยในแต่ละฉาก ทีมงานมีการค้นคว้าอย่างหนักให้สถานที่และการแต่งกายเป็นไปตามยุคนั้นมากที่สุด ไม่ให้มีความเป็นยุคปัจจุบันหลงเหลืออยู่เลย ทำให้ฉากออกมาสมจริงจนนักแสดงชื่นชม ตั้งแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงสี และกระทั่งกลิ่น
คอสตูมยุค 1970s ความเท่ แกลม แบบไม่จำกัดเพศ

ในยุค 1970s เส้นแบ่งทางเพศในการแต่งกายเริ่มหายไป เพราะผู้หญิงมีบทบาททางสังคมและอิสรภาพในการแสดงตัวตนมากขึ้น เสื้อผ้าจึงเต็มไปด้วยสีสันและลวดลาย นอกจากนี้ผู้หญิงก็เริ่มสวมสูท กางเกง และเสื้อผ้าผู้ชายด้วย
ใน Made in Korea คอสตูมจึงไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นภาษาทางอำนาจที่เล่าเรื่องตัวละครได้อย่างชัดเจน

‘แบคกีแท’ ตัวละครหลัก คือภาพแทนของความเท่และความแกลมในแบบนิ่งลึก เขามักใส่สูทเรียบ มินิมอล โทนสีเข้ม ที่แม้จะไม่หวือหวา แต่กลับสะกดทุกสายตา ความเรียบนี้สะท้อนตัวตนของคนที่สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกองค์กรได้อย่างแนบเนียน

ในขณะที่ ‘อิเคดะ ยูจิ’ ตัวละครหญิงที่เป็นตัวแทนของแก๊งยากูซ่าและทำหน้าที่ลอบบี้ยิสต์ เลือกสวมสูทและกางเกงในลุคที่ดูเฉียบคมเด็ดขาด เสื้อผ้าของเธอแสดงถึงอำนาจ และสถานะที่เธอยืนอยู่ในฝั่งญี่ปุ่นอย่างชัดเจน

ตรงกันข้ามกับ ‘แบกึมจี’ ตัวละครหญิงอีกคนที่แสดงความเฟมินินออกมาอย่างมั่นใจ ผ่านสีสันและลวดลายที่โดดเด่น แต่ความงามนั้นกลับถูกกดทับไว้ภายใต้อำนาจที่มองไม่เห็น อิสรภาพที่ไม่เคยเป็นของเธออย่างแท้จริง

ส่วนตัวละครอื่นๆ เช่น กลุ่มสายสืบ ก็เลือกแต่งกายในแบบคนธรรมดาของยุคนั้น เรียบง่าย สมจริง และแทบไม่มีความแกลม ความต่างนี้ยิ่งตอกย้ำว่า ‘ความแกลม’ ในเรื่อง ไม่ได้เป็นเพียงสไตล์ แต่คือสัญลักษณ์ของฝั่งอำนาจ และโลกสีเทาเบื้องหลังที่ไม่ปรากฏในชีวิตคนทั่วไป
องค์ประกอบแสงอันทรงพลัง สะท้อนอารมณ์และอำนาจ

ในซีรีส์เรื่องนี้ มีการใช้แสงที่คมและมีคอนทราสต์สูง สลับกับแสงที่ถูกพรางด้วยความขุ่นมัวตามที่กล่าวข้างต้น ในหลายฉาก แสงมีโทนสีที่จัดจ้าน ชวนให้นึกถึงผลงานของผู้กำกับ หว่องกาไว ที่มักใช้สีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเล่าเรื่องตัวละคร สีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างบรรยากาศ แต่สะท้อนอารมณ์ แรงขับภายใน และพลังของอำนาจ


แสงยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สะท้อนคาร์แรคเตอร์ของแต่ละองค์กร เช่น หน่วยข่าวกรองกลาง ที่แสงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกับตัวละครข้างใน แสงแดดตกกระทบชัดเจน ทำให้เห็นตัวตนด้านมืดด้านสว่าง และยังชี้ให้เห็นว่าคนไหนเป็นคนที่มีอำนาจอีกด้วย

ส่วนในไนต์คลับต่างๆ ใช้สีสดจัดจ้านฉูดฉาด สื่อถึงความเย้ายวนของกิเลส เงินตราที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้าของความเจริญที่ค่อยๆ พัฒนาของเกาหลี

องค์ประกอบภาพเซอร์เรียล เหนือจริง

ในหลายฉากของซีรีส์เรื่องนี้ การเล่าเรื่องถูกถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบภาพแบบเซอร์เรียล หรือมุมมองที่ไม่อาจพบเห็นได้ในชีวิตจริง
มุมกล้องที่กว้างจนแทบแบนราบเป็นเส้นตรงนั้นเป็นมากกว่าความสวยงาม แต่สะท้อนการเปิดเผยและการตีแผ่โครงสร้างของโลกเบื้องหลัง อำนาจ และความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้า

ขณะเดียวกัน มุมกล้องที่จัดวางตัวละครไว้ตรงศูนย์กลาง พร้อมสมมาตรซ้ายขวา ก็สร้างความรู้สึกของอำนาจ ความน่าเกรงขาม และการควบคุมในแต่ละฉาก



เมื่อบวกกับการเล่าเรื่องจากองค์ประกอบแสง ก็ยิ่งทำให้ภาพออกมาสมบูรณ์แบบ ราวกับเป็นภาพที่บรรจงวาด
การใช้ดนตรียุค 70s สุดล่องลอย สลับกับความเงียบ

การเลือกใช้เพลง และดนตรีประกอบในเรื่องมักเป็นสไตล์ Psychedelic Rock & Soul จากยุค 70 ที่มีความหลอน ล่องลอย กีตาร์เสียงแตกๆ เหมาะกับ Theme ของเรื่องที่พูดถึงยาเสพติด
บางครั้งแทรกเสียงแตรที่ช่วยให้เรานึกถึงกองทัพ หรือหน่วยข่าวกรองกลาง และมีการผสมผสานดนตรีอื่นๆ เพื่อสร้างบรรยากาศได้อย่างน่าสนใจ เช่นในฉากที่ดูกดดัน กลับใช้เพลงที่มีความคลาสสิค Jazz เพื่อสร้างความ Contrast
หรือแม้แต่การใช้ ‘ความเงียบ’ ตัดกับเสียงดนตรีในฉากชี้เป็นชี้ตาย เพื่อดึงคนดูกลับสู่โลกความจริงอันโหดร้าย มีเพียงเสียงจุดบุหรี่, เสียงลมหายใจ ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นที่สุด
สามารถสตรีม Made In Korea ได้แล้วทาง Disney+ เรื่องนี้มีทั้งหมด 6 ตอน พร้อมซับไทย และพากย์ไทย

