Street Art ศิลปะไร้กรอบที่เติบโตไปพร้อมกับเมือง
ศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ หากยังปรากฏอยู่ในทุกมุมถนนของเมืองทั่วโลก
จากภาพวาดบนผนังตึกเก่า เส้นสายบนกำแพงใต้ทางด่วน ไปจนถึงการจัดวางสิ่งเล็กๆ ในพื้นที่สาธารณะ ทั้งหมดคือภาษาที่ศิลปินและผู้คนใช้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองและสังคมรอบตัว จนก่อร่างเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “สตรีตอาร์ต (Street Art)” ศิลปะที่มีชีวิต เติบโต และเดินเคียงไปกับเมือง
ความพิเศษของสตรีตอาร์ตคือการไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขใด ทั้งกรอบภาพหรือกฎเกณฑ์ของสถาบันศิลปะ แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้คนพบเห็นได้ทุกวัน
UOB Art Around พาไปชมตัวอย่างสตรีตอาร์ตจากทั่วโลก ที่ไม่เพียงสร้างสีสัน แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวและสะท้อนสังคมได้อย่างทรงพลัง
___
Keith Haring in subway — New York City, USA
ช่วง 1970s ในอีกซีกโลก ณ มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ศิลปะบนท้องถนนอย่าง ‘กราฟฟิตี (Graffiti)’ ก็ได้รับความนิยมขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในรถไฟใต้ดินของนิวยอร์ค หรือ subway พื้นที่สาธารณะที่เป็นทางผ่านของผู้คนหลากหลายจากทุกชนชั้นอาชีพ

หนึ่งในงานสายป๊อบอาร์ต (Pop Art) ที่โดดเด่นที่สุดคืองานของ คีธ แฮริง (Keith Haring) ศิลปินชาวอเมริกัน ผู้ขับเคลื่อนสังคมผ่านงานสร้างสรรค์ และได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง ระหว่างปี 1982–1989 แฮริงได้สร้างผลงานสาธารณะมากกว่า 50 ชิ้น รวมถึงผนังในโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลเด็ก และโรงเรียน โดยมุ่งหวังให้ศิลปะเข้าถึงผู้คนในทุกระดับของสังคม งานของเขาโดดเด่นด้วยเส้นชอล์กหนาบนพื้นสีดำขนาดใหญ่ รูปคนเต้นและรูปหัวใจ ดูเรียบง่ายแต่สื่อความหมายชัดเจน
เขาเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ในปี 1990 งานศิลปะของเขาในรถไฟใต้ดินนิวยอร์ค ยังคงเป็นตัวแทนของการเคลื่อนไหวทางสังคมเกี่ยวกับการป้องกันโรคเอดส์ สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และการต่อต้านการใช้ยาเสพติด
___
Alex Face’s Graffiti — Bangkok, Thailand
วกกลับมาที่ผลงานใกล้ตัวของศิลปินไทยชื่อดัง Alex Face เจ้าของผลงานที่ทำให้สตรีทอาร์ตไทยไปโดดเด่นบนเวทีโลก

จุดเริ่มต้นของเขาเริ่มขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคที่สตรีทอาร์ตเพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จักกันภายในประเทศ โดยแรกเริ่มเป็นเพียงศิลปะใต้ดินที่ไม่ได้รับการยอมรับ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งที่ตรงข้ามกัน เช่น ธรรมชาติและจักรกล ขั้วการเมืองที่แตกต่าง ก่อนจะพัฒนาจนเป็นคาแรคเตอร์
ผลงานน้อง ‘Mardi’ เด็กในชุดสัตว์กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนคุ้นตา จุดเด่นคือ ดวงตาที่สามบนหน้าผาก ที่มักจะมองไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงตาของมาร์ดีเสมอ สื่อถึงการตั้งคำถาม ชวนให้ขบคิดถึงอีกด้านของความจริง ผลงานของ Alex Face ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย เพราะได้รับเชิญไปแสดงฝีมือหลายๆ ที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น พม่า, ญี่ปุ่น, เยอรมัน, นอร์เวย์, อเมริกา, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ เป็นต้น
เช่นเดียวกับการใช้สตรีทอาร์ตปลุกชีวิตให้กับเมืองเก่าอย่างปีนัง สตรีทอาร์ตของเขาเปิดมุมมองใหม่ให้กับลองมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย สตรีทอาร์ตจึงไม่ใช่แค่การขีดเขียนบนกำแพง ทว่าคือสิ่งที่ทำให้เมืองไม่ใช่แค่สถานที่อยู่อาศัย แต่กลายเป็นสมุดบันทึกเล่มใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีสันที่สะท้อนให้เห็นมุมมองที่แตกต่าง
Photo: Installation view: Alex Face, Revitalizing BIMA, Bhirasri Institute of Modern Art (BIMA), 2024. Bangkok, Thailand. Image courtesy the artist and Bangkok CityCity Gallery.
___
Vibrant street & Pixação — São Paulo, Brazil
ประเทศบราซิล ถือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ทางศิลปะบนท้องถนนที่เข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ศิลปะสตรีตอาร์ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของเมืองนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพจิตรกรรมฝาผนัง (Mural) และการเขียนตัวอักษรบนกำแพง (Pixação) ที่โดดเด่นด้วยตัวอักษรกราฟิกที่คมชัด มีลักษณะเฉพาะ แสดงถึงการต่อต้านอำนาจและการแสดงออกทางสังคมของคนหนุ่มสาว หนึ่งในพื้นที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือตรอกบาโคได (Beco do Batman) ย่านวิลลา มาดาเลนา ที่เต็มไปด้วยผลงานกราฟฟิตีและสตรีตอาร์ตจากศิลปินทั้งในและต่างประเทศ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในเซาเปาโลไม่เพียงแต่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาในเมืองใหญ่ อย่างความยากจน ความไม่เท่าเทียม ชีวิตของคนชายขอบและชนชั้นแรงงาน รวมถึงการท้าทายอำนาจรัฐ และการต่อต้านรัฐบาล สมมงเมืองที่มีความหนาแน่นของกราฟฟิตีมากที่สุดในโลก
Photo: Murals by Felipe Pantone & Okuda created for NaLata Festival in Säo Paulo By BA Street Art, https://shorturl.at/JtLR8
___
Banksy’s graffiti — West Bank, Palestine
หากจะพูดถึงสตรีตอาร์ต คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึงงานของ ศิลปินชาวอังกฤษที่ใช้นามแฝง Banksy เขามีชื่อเสียงจากเทคนิค สเตนซิล (Stencil) ที่เรียบง่ายและทรงพลัง เสียดสีสังคมและการเมือง และแนวทางตลกร้าย (Dark Humour) เพื่อกระตุ้นความคิดของผู้ชม

Banksy ยังสร้างงานในพื้นที่เมืองสำคัญของโลก อย่างเวสต์แบงก์ (West Bank) พื้นที่พิพาทระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ อันเป็นสมรภูมิของสงครามและความขัดแย้งมาตลอดหลายสิบปี เขาเริ่มสร้างงานบนกำแพงแบ่งเขตแดนในช่วงปี 2005–2007 ผลงานที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมือง การจำกัดเสรีภาพและการสัญจรของชาวปาเลสไตน์
งานของเขายังบอกเล่าถึงความหวังและความฝันอย่าง ‘Flying Balloon Girl’ แสดงภาพเด็กผู้หญิงถือช่อลูกโป่งลอยตัวสูงจากพื้น สะท้อนถึงความหวัง ความฝันและความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากข้อจำกัดที่เกิดจากกำแพงและการแบ่งแยก
สตรีตอาร์ตของ Banksy เป็นภาษาที่เรียบง่ายและทรงพลังจากพื้นที่ในเมือง สู่งานสร้างสรรค์ที่ได้รับความสนใจและถูกผลิตซ้ำไปทั่วโลก สร้างความตระหนักรู้เรื่องสงครามและความขัดแย้งได้อย่างแยบยล
Photo: By Banksyexplained, https://banksyexplained.com/the-segregation-wall-palestine-2005/
__
East Side Gallery — The Berlin Wall, Germany
ปลายทศวรรษ 1980 กำแพงเบอร์ลินได้กลายเป็น ‘ผืนผ้าใบสาธารณะ’ ที่ประกาศความไม่พอใจต่อการแบ่งแยกประเทศ และส่งต่อความหวังและเสรีภาพ ผ่านความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการเข้าถึงผู้ชมโดยตรง

“East-Side-Gallery”, gelegen zwischen der Jannowitzbrücke und der Oberbaumbrücke.
Reste der Berliner Mauer, die nach der Öffnung von vorwiegend ostdeutschen Künstlern auf der Ost-Seite bemalt wurden.
ในปี 1990 หลังจากการล่มสลายของเยอรมนีตะวันออกและการรื้อถอนกำแพงเบอร์ลินได้หนึ่งปี ศิลปิน 118 คน จาก 21 ประเทศ ได้ร่วมกันวาดภาพบนกำแพงส่วนที่เหลืออยู่ เพื่อแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น
หนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ภาพของการจูบกันระหว่างเลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ผู้นำสหภาพโซเวียต และเอริช ฮอนเน็คเคอร์ (Erich Honecker) ผู้นำเยอรมนีตะวันออก เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่เตือนให้เราจดจำถึงความแตกแยก และการต่อสู้เพื่อให้ประเทศกลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
Photo: By Bundesarchiv, B 145 Bild-F088809-0038, via Wikimedia Commons
___
Invader
นอกจากสตรีตอาร์ตสเกลใหญ่อลังการใจกลางเมือง งานศิลปะขนาดเล็กที่ปรากฏตามตรอกซอกซอยก็สามารถสร้างสีสันให้กับเมืองได้เช่นกัน เรากำลังพูดถึง Invader ศิลปินสตรีตอาร์ตนามแฝงชาวฝรั่งเศส ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะขนาดเล็กซ่อนอยู่ในจุดต่างๆ ทั่วโลก

สไตล์งานของเขาเป็น พิกเซลของวิดีโอเกม 8 บิต (8-bit) ในยุค 70s–80s ถ่ายทอดภาพ ‘เอเลี่ยน’ สัญลักษณ์จากเกมอาร์เคดอย่าง Space Invaders, Pac-Man และ Super Mario Bros. ซึ่งก็คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกใช้นามแฝง Invader ที่แปลว่า ผู้รุกราน นั่นเอง
เขามักใช้กระเบื้องเซรามิค หรือ โมเสก ในการถ่ายทอดรูปแบบกราฟฟิกแบบ 8 บิตของคาแรกเตอร์ต่างๆ มีสีสันที่สดใส ผลงานของเขาได้ทำการบุกยึดไปยังเมืองต่างๆ เริ่มจากปารีส นิวยอร์ค ลอสแอนเจลิส และฮ่องกง โดยเลือกสร้างผลงานตามระดับสายตาตามท้องถนน เพื่อให้ผู้คนทั่วไปได้เพลิดเพลินในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบันงานของเขามีมากกว่า 3,800 ชิ้น ใช้โมเสกรวมกันมากกว่า 1.5 ล้านชิ้น กระจายอยู่ใน 79 เมือง ครอบคลุม 20 ประเทศทั่วโลก
Photo:
By Ohconfucius at English Wikipedia, CC BY 3.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=54707897
By Jordiet. from Reus – París, CC BY-SA 2.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=76505381
By Streetartutopia
___
Roman graffiti — Pompeii, Italy
ศิลปะบนท้องถนนไม่ใช่เรื่องใหม่ แท้จริงแล้วการสลักข้อความหรือรูปภาพที่ถูกบันทึกลงบนผิวผนังของอาคาร เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ มีประวัติยาวนานกว่าสองพันปี

นักโบราณคดีได้ค้นพบกราฟฟิตีมากกว่า 11,000 ชิ้นในระหว่างการขุดค้นเมืองปอมเปอี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของการใช้ภาษาละตินพื้นเมือง (Vulgar Latin) ที่พูดกันในชีวิตประจำวันของชาวโรมันในยุคโบราณ เช่น ประโยค ‘คาเว คาเนม (Cave Canem)’ ที่แปลว่า ระวังสุนัข ก็เป็นประโยคคลาสสิกที่ปรากฏบนพื้นทางเข้าเคหสถานในรูปแบบของกระเบื้องโมเสก
สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมระดับชีวิตประจำวันในรูปแบบที่แตกต่างไปจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการอย่างที่เราคุ้นชินกัน และแสดงให้เห็นว่าการขีดเขียนบนกำแพงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่สืบทอดอยู่ในมนุษย์มาเนิ่นนานหลายพันปี
Photo: By Sailko – Own work, CC BY-SA 4.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=51022710
___
ศิลปะเหล่านี้จึงไม่เพียงทำให้เมืองสวยงามขึ้น แต่ยังสะท้อนให้เราได้รู้จัก “ตัวตน” ของเมืองนั้นๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น อยากอ่านเรื่องอาร์ตแบบเต็มอิ่ม สามารถตามไปที่ UOB Art Around ใน Facebook หรือ Website นี้ได้เลย !
