จากฝันร้ายสู่ผืนผ้าใบ ! เล่าเรื่องวิญญาณและปีศาจในศิลปะตะวันตก
ปลายเดือนตุลาคมเมื่อบรรยากาศแห่งเทศกาลฮาโลวีนเวียนกลับมาอีกครั้ง สิ่งแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นเรื่องราวสยองขวัญ รูปร่างอันชวนขนหัวลุก หรือสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ แต่ในโลกของศิลปะตะวันตก สิ่งเหล่านี้เป็นมากกว่าแค่นิมิตชวนหวาดกลัว หากแต่เป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนถึงความเชื่อ วัฒนธรรม สภาพจิตใจ และยุคสมัยของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
ตลอดประวัติศาสตร์ ศิลปินมากมายใช้ผีและสิ่งเร้นลับเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามกับศรัทธา ถ่ายทอดความกลัวต่อความตาย ตลอดจนสะท้อนภาพจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่การถ่ายทอดภาพปีศาจในฐานะบททดสอบจิตใจของผู้ทรงศีล ยุคสมัยที่มนุษย์หวาดกลัวบาปและนรกภูมิ ไปจนถึงการแปรรูปวิญญาณให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอารมณ์ความรู้สึกอันลึกลับซับซ้อนในยุคต่อมา
ต้อนรับบรรยากาศปล่อยผีปีนี้ ขอเชิญชวนทุกคนร่วมดำดิ่งสู่อดีต สำรวจร่องรอยและเงามืดที่ซ่อนอยู่บนผืนผ้าใบ ผ่านมุมมองของบรรดาจิตรกรเอกระดับโลกที่ใช้ปลายพู่กันรังสรรค์สิ่งเร้นลับให้มีชีวิต เพื่อดูว่าภายใต้ความน่าสะพึงกลัวเหล่านั้น ศิลปะกำลังบอกเล่าเรื่องราวอะไรกับเรา
ศรัทธาและรูปธรรมของปีศาจ: The Torment of Saint Anthony - Michelangelo

ในช่วงต้นยุคเรอเนสซองส์ สังคมยุโรปกำลังก้าวผ่านจาก ‘ยุคกลาง’ ที่ถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัวต่อบาป สู่ยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการที่เชิดชูมนุษยนิยมและการศึกษาธรรมชาติ อย่างไรก็ตามความเชื่อเรื่องปีศาจยังคงฝังรากลึกและสะท้อนให้เห็นผ่านงานศิลปะ
ตัวอย่างสำคัญ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลงานชิ้นแรกของ ‘Michelangelo Buonarroti' จิตรกรเอกแห่งยุคสมัย อย่างภาพ ‘The Torment of Saint Anthony' (การทรมานนักบุญแอนโทนี) เขาวาดขึ้นขณะมีอายุเพียง 13 ปี และเป็นเด็กฝึกงานอยู่ในสำนักของ ‘Domenico Ghirlandaio' ในฟลอเรนซ์
ภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ภาพพิมพ์แกะโลหะ’ ของ ‘Martin Schongauer' ศิลปินชาวเยอรมันในช่วงปลายยุคกอธิก เรื่องราวเล่าถึงเหตุการณ์ที่ ‘St. Anthony of Egypt' ผู้ปลีกวิเวกไปบำเพ็ญเพียรในทะเลทราย ถูกซุ่มโจมตีและทารุณกรรมโดยฝูงปีศาจที่ดักทำร้ายท่านกลางอากาศ ในยุคกลาง ผู้คนเชื่อว่าปีศาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนทางกายภาพ สามารถสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แก่มนุษย์ได้เพื่อเป็นการทดสอบศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า องค์ประกอบภาพที่มานักบุญแอนโทนีเป็นแกนหลัก ในขณะที่กลุ่มปีศาจรุมล้อมรอบตัวเขาเป็นวงโค้งและเส้นเฉียงที่พุ่งเข้าหา เกิดเป็นความขัดแย้งที่ดึงสายตาผู้ดูไปยังจุดศูนย์กลาง สร้างบรรยากาศที่อึดอัด รุนแรง และโกลาหล

แม้จะอ้างอิงจากตันแบบภาพพิมพ์ แต่มีเกลันเจโลวัยได้ผสานรสนิยมแบบเรอเนสซองส์ที่เน้นการสังเกตธรรมชาติเข้าไปอย่างชัดเจน เขาเดินทางไปสำรวจตลาดปลาในเมืองฟลอเรนซ์ เพื่อศึกษาลักษณะของตาปลาและเกล็ดปลา นำมาประยุกต์ใช้วาดพื้นผิวของปีศาจในภาพให้มีความสมจริง
นอกจากนี้ เขายังได้เพิ่มทิวทัศน์ของหุบเขาและแม่น้ำเข้าไปในฉากหลัง มีเกลันเจโลยกระดับปีศาจที่แบนราบแบบยุคกลาง สู่ความสยดสยองที่สมจริงและจับต้องได้ ใบหน้าของนักบุญแอนโทนีที่ไม่ได้แสดงความหวาดกลัว แต่กลับแสดงอาการสงบนิ่งเด็ดเดี่ยว สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงอุดมคติของยุคเรอเนซองส์ที่ยกย่องความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณมนุษย์และเหตุผล ที่สามารถยืนหยัดอยู่เหนือโลกีย์และการล่อลวงของปีศาจได้
ความมืดบอดทางปัญญาและศาลศาสนา: Witches' Flight - Francisco Goya

เข้าสู่ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็น ‘ยุคเรืองปัญญา’ (Enlightenment) ที่เหตุผลและวิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามาแทนที่ความงมงาย ความเชื่อเรื่องมนตร์ดำและแม่มดกลับกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองและศาสนา ในประเทศสเปน อิทธิพลของ ‘ศาลศาสนา’ (Spanish Inquisition) ยังคงแผ่ซ่านและกดทับประชาชนที่มา ภาพ ‘การบินของเหล่าแม่มด’ (Witches' Flight/Vuelo de Brujas) ซึ่งเป็นหนึ่งในหกภาพชุดเกี่ยวกับแม่มดที่ ‘Francisco Goya’ (ฟรานซิสโก โกยา) เป็นตัวอย่างสำคัญที่บอกเล่าได้ดี ภาพชุดได้รับการว่าจ้างจากดยุกและดัชเชสแห่ง Osuna เพื่อนำไปประดับตำหนักในกรุงมาดริด
ในยุคนั้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับ ‘การชุมนุมของแม่มด’ (Witches' Sabbath) และการบูชาซาตานยังคงเป็นเรื่องที่ชาวบ้านชนบทหวาดกลัว โกยาในฐานะศิลปินหัวก้าวหน้า ได้ใช้หัวข้อเรื่องไสยศาสตร์นี้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อที่งมงาย การใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือกดขี่ของคริสตจักร และความตกต่ำทางศีลธรรมของสังคมสเปน เขาสร้างฉากที่ลึกลับด้วยเทคนิคแสงเงาแบบ Chiaroscuro ตัดกับความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืน กลุ่มแม่มดร่างกึ่งเปลือยสามตนกำลังแบกร่างเปลือยเปล่าของชายผู้เคราะห์ร้ายลอยขึ้นไปในอากาศ ท่าทางคล้ายกับกำลังดูดกลืนเลือดเหยื่อ สื่อถึงการถูกกลืนกินโดยอำนาจที่มองไม่เห็น แม่มดสวม ‘หมวกโคโรซา’ (Coroza) ทรงกรวยสูง ที่ศาลศาสนาสเปนบังคับให้ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนอกรีตสวมใส่ รูปทรงแฉกคู่ของหมวกยังจงใจออกแบบให้ล้อเลียน ‘หมวกไมเทอร์’ (Mitre) ของเหล่าบิชอป

ด้านล่างของภาพมีชายสองคนแสดงปฏิกิริยาต่อความสยดสยองเบื้องบน คนหนึ่งล้มตัวลงนอนคว่ำหน้าแนบพื้นพร้อมปิดหูแน่นเพื่อปฏิเสธที่จะรับรู้หรือได้ยินเสียง ส่วนอีกคนหนึ่งเอาผ้าคลุมโปงเดินหนี และทำสัญลักษณ์มือที่เรียกว่า ‘Figa' ซึ่งเป็นการสอดนิ้วหัวแม่มือไว้ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง อันเป็นเครื่องรางทางไสยศาสตร์แต่โบราณเพื่อปัดเป่าปีศาจ
อีกฝั่งมีภาพ ‘ลา’ ที่ไม่ได้ตื่นตระหนกกับแม่มดเลยแม้แต่น้อย มันยืนนิ่งงันสะท้อนความเขลา โกยาไม่ได้วาดภาพนี้เพื่อนำเสนอเรื่องผีสางเพื่อสร้างความหวาดผวา แต่จงใจใช้แม่มดเป็น ‘สัญลักษณ์เชิงเสียดสี’ สะท้อนข้อกล่าวหาของศาลศาสนากลับไปยังตัวคริสตจักรเองว่า แท้จริงแล้วผู้ที่กระทำตัวเป็นปีศาจสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน อาจคือสถาบันทางศาสนาเสียเอง ความหวาดกลัวต่อสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ความอลังการแห่งขุมนรกและภาพสะท้อนของการปฏิวัติอุตสาหกรรม: Pandemonium - John Martin

ต้นศตวรรษที่ 19 ในยุค Romanticism สังคมได้พุ่งชนกับความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของ ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรม’ ในประเทศอังกฤษ นี่คือยุคที่มนุษย์สร้างเครื่องจักรไอน้ำ รถไฟ และโรงงานขนาดมหึมา แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ต้องเผชิญกับผลกระทบอันน่าสะพรึงกลัว ทั้งมลภาวะทางอากาศ ความแออัดในเขตเมือง และความสูญเสียทางธรรมชาติ
ภาพ ‘Pandemonium' โดย ‘John Martin’ (จอห์น มาร์ติน) ศิลปินชาวอังกฤษ อาจเป็นตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างแยบยล ภาพได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวี ‘Paradise Lost' ของ John Milton ที่ประพันธ์ขึ้นในศตวรรษที่ 17 ชื่อ ‘แพนเดโมเนียม’ ซึ่งแปลว่า ที่สถิตของปีศาจทั้งปวง คือเมืองหลวงแห่งขุมนรกที่ซาตานและเหล่าเทวทูตตกสวรรค์ร่วมกันเนรมิตขึ้นจากใต้พิภพหลังจากพ่ายแพ้สงครามบนสวรรค์

องค์ประกอบที่ทำให้ภาพทรงพลังอย่างถึงขีดสุด เริ่มจากเทคนิคการวางสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยให้ซาตานที่ยืนชูหอกปลุกระดมกองทัพปีศาจมีขนาดเล็กจิ๋ว เมื่อเทียบกับความมโหฬารของสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมรอบด้าน ทำให้ผู้ชมตระหนักถึงความเล็กจ้อยของมนุษย์เมื่อเผชิญหน้ากับพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ประกอบกับฉากนครหลวงแห่งนรก มีระเบียงยาวเหยียดไร้ที่สิ้นสุด เสาหินและโครงสร้างที่สมมาตรขึงขัง เรียงรายขนานไปกับแม่น้ำลาวาที่เดือดพล่าน ท้องฟ้ามืดมิดตัดกันกับแสงสีแดงฉานปกคลุมไปทั่วทั้งเฟรมภาพ สร้างความรู้สึกอึดอัด ร้อนระอุ และก่อให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึง
วิสัยทัศน์เกี่ยวกับนรกของมาร์ตินนั้น แยกไม่ออกจากบริบทของลอนดอนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม นอกจากการเป็นศิลปิน เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่และเงินทองจำนวนมากไปกับการนำเสนอโครงการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และการสร้างแนวกันชนแม่น้ำเทมส์ เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางน้ำและโรคระบาด ในภาพมหานครนรก จึงเปรียบได้กับภูมิทัศน์ของแม่น้ำเทมส์ และโครงสร้างสถาปัตยกรรมของอาคารรัฐสภาอังกฤษ ซึ่งตระหว่านขนานกับแม่น้ำ ควันไฟและมลพิษในภาพวาดของเขา คือการอุปมาอุปไมยถึงความเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่ถูกกลืนกินโดยโรงงานอุตสาหกรรม มาร์ตินกำลังสะท้อนความกลัวลึก ๆ ของยุคสมัยว่า ความเย่อหยิ่งทระนงและความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่ปราศจากขอบเขตของมนุษย์ ฃอาจนำพาโลกไปสู่ขุมนรกและความพินาศเฉกเช่นเดียวกับความโอหังของซาตาน
ความเศร้าโศก วิทยาศาสตร์ และลัทธิคนทรง: The Apparition - James Tissot

ในปลายยุควิกตอเรียน แม้สังคมเจริญรุดหน้าด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ แต่อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคระบาด เช่น วัณโรค ยังคงสูง ทำให้สังคมเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สภาวะสุญญากาศทางจิตวิญญาณนี้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ ‘ลัทธิวิญญาณนิยม’ (Spiritualism) ที่พยายามใช้กระบวนการที่ดูเหมือนวิทยาศาสตร์ เช่น การถ่ายภาพและการเข้าทรง เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของโลกวิญญาณและปลอบประโลมผู้ที่มีชีวิตอยู่
สะท้อนผ่านชีวิตของ ‘James Tissot' (เจมส์ ทิสโซต์) จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะนักวาดภาพเหมือนของสังคมชั้นสูง เขาใช้ชีวิตหรูหราในกรุงลอนดอนกับมิวส์และหญิงคนรัก อย่าง ‘Kathleen Newton' จนกระทั่งแคทลีนเสียชีวิตด้วยโรควัณโรคในปี ค.ศ. 1882 ด้วยวัยเพียง 28 ปี ความโศกเศร้าอย่างแสนสาหัสทำให้ทิสโซต์ย้ายกลับไปปารีส และหันหน้าเข้าหาศาสตร์ลี้ลับ
เมื่อปี ค.ศ. 1885 เขากลับมาลอนดอนเพื่อเข้าร่วม ‘พิธีเข้าทรง’ (Séance) ระหว่างพิธี ทิสโซต์เชื่ออย่างหมดใจว่าเขาได้พบกับวิญญาณของแคทลีน ซึ่งปรากฏกายขึ้นพร้อมกับวิญญาณชายผู้นำทาง เขาเล่าว่าเธอได้เข้ามาจับมือและจุมพิตเขาหลายครั้งก่อนจะเลือนหายไป เพื่อบันทึกถึงประสบการณ์อันเหนือธรรมชาตินี้ ทิสโซต์ได้วาดภาพ ‘นิมิตวิญญาณ’ (The Apparition/L'Apparition) เพื่อสะท้อนอารมณ์ที่มืดมนและลี้ลับ

เขาเลือกใช้เทคนิค ‘ภาพพิมพ์เมสโซทินต์’ (Mezzotint) ซึ่งเป็นกระบวนการพิมพ์ที่สามารถสร้างการไล่ระดับน้ำหนักเงาจากดำสนิทไปสู่สีขาวสว่างได้อย่างนุ่มนวล ทำให้เกิดแสงเงาที่ตัดกันอย่างสมบูรณ์แบบ ภาพแสดงให้เห็นวิญญาณสองดวงปรากฏกายขึ้นจากความมืดมิดสนิท ด้านซ้ายคือวิญญาณผู้นำทางที่เป็นชายไว้หนวดเครา คลุมด้วยผ้าสีขาว ด้านขวาคือแคทลีนในชุดผ้าคลุมบางเบา ใบหน้าของเธอซีดเผือด นัยน์ตาเบิกกว้างจ้องมองมายังผู้ชมอย่างเลื่อนลอย วิญญาณทั้งสองถือลูกแก้วหรือดวงไฟเรืองแสงที่ส่องสว่างขึ้นมาจากด้านล่าง ขับเน้นเค้าโครงใบหน้าและเส้นสายของรอยยับผ้าให้ดูลอยเด่นขึ้นมาจากความมืด สร้างมิติความลึกที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนว่าวิญญาณกำลังหลุดออกมาจากแผ่นกระดาษ
อย่างไรก็ตามเรื่องราวเบื้องหลังภาพนี้มีความย้อนแย้งที่น่าสนใจ แม้ว่าในเวลาต่อมา ร่างทรงในพิธีจะถูกตรวจสอบและพบพฤติกรรมหลอกลวง โดยใช้เล่ห์กลมายากลและผ้าขาวเพื่อหลอกลวงผู้เข้าร่วมพิธี แต่สำหรับทิสโซต์และผู้คนในสังคมวิกตอเรียนจำนวนมาก ประสบการณ์เหล่านี้คือ ‘ความจริง’ ที่พวกเขาเลือกที่จะเชื่อ ภาพนี้จึงเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยที่สะท้อนสภาวะที่เปราะบางของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ต้องการหลักฐานประจักษ์ทางตา เพื่อยืนยันว่าความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด ความเชื่อเรื่องผีในยุคนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในแง่ของปีศาจร้ายที่น่ากลัวเหมือนในยุคอดีต แต่เป็นเครื่องมือในการเยียวยาบาดแผลทางใจให้กับผู้โศกเศร้า
อาถรรพ์แห่งอิสตรีผู้กุมชะตาบุรุษ: Circe Offering the Cup to Ulysses - J.W. Waterhouse

ในปลายยุควิกตอเรียน วงการศิลปะในประเทศอังกฤษได้รับอิทธิพลอย่างหนักจาก ‘กลุ่มภราดรภาพพรีราฟาเอลไลต์’ (Pre-Raphaelite Brotherhood) ที่โหยหาความงามในอุดมคติ ความโรแมนติกแบบยุคกลาง และเรื่องเล่าตำนานโบราณ
‘John William Waterhouse' (จอห์น วิลเลียม วอเตอร์เฮาส์) เป็นจิตรกรรุ่นหลังที่สืบทอดอุดมการณ์ของพรีราฟาเอลไลต์ เขาหลงใหลในการวาดภาพสตรีจากตำนานคลาสสิก ในภาพวาดสตรีในตำนานจำนวนมาก ภาพ ‘เซอร์ซีมอบจอกแก่โอดิสซีอุส’ (Circe Offering the Cup to Ulysses) เป็นตัวอย่างสำคัญ นำเสนอฉากสำคัญจาก ‘มหากาพย์โอดิสซี’ ของกวีเอกโฮเมอร์
‘เซอร์ซี’ คือแม่มดผู้งดงามแห่งเกาะ Aeaea เธอมีพลังอำนาจในการปรุงยาพิษและล่อลวงให้ลูกเรือของโอดิสซีอุสดื่ม จนทั้งหมดถูกสาปให้กลายร่างเป็นหมู ภาพนี้จำลองช่วงเวลาความตึงเครียดสูงสุด เมื่อเซอร์ซีกำลังยื่นจอกน้ำยามนตร์ดำให้กับโอดิสซีอุส โดยที่เธอไม่รู้ว่าเขาได้รับยาถอนพิษจากเทพเฮอร์มีสเตรียมพร้อมไว้แล้ว

วอเตอร์เฮาส์ออกแบบองค์ประกอบภาพได้อย่างงดงามและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ เซอร์ซีนั่งอยู่บนบัลลังก์ทรงสูงเหนือผู้ชม สวมชุดผ้าโปร่งสีน้ำเงิน เปิดเผยสรีระและเนินอกอย่างเย้ายวน มีกลิ่นอายของความเย้ายวนทางเพศ มือขวาของเธอชูคทาขึ้นสูง มือซ้ายยื่นจอกยาพิษ ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความสง่าผ่าเผยและอำนาจเหนือมนุษย์ ที่ปลายเท้าของเธอมีหมูป่านอนหมอบอยู่ ซึ่งเป็นลูกเรือของโอดิสซีอุสที่ตกเป็นเหยื่อเวทมนตร์ของเธอ เขาใช้กระจกเงาบานใหญ่วางไว้ด้านหลังบัลลังก์ของเซอร์ซี แทนที่จะวาดโอดิสซีอุสยืนเผชิญหน้าในฉากหลัก
ไฮไลต์คือการสะท้อนภาพของเขาให้ปรากฏเฉพาะในกระจก เผยให้เห็นท่าระแวดระวังและเตรียมชักดาบออกมารับมือ นอกจากนี้กระจกยังสะท้อนให้เห็นทัศนียภาพของลานหินและเรือที่จอดอยู่นอกกรอบภาพ ทำให้ภาพดูต่อเนื่องอีกด้วย
ผลงานของวอเตอร์เฮาส์ชิ้นนี้ ถือเป็นการพลิกแพลงการสื่อสารในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก เดิมผู้หญิงมักถูกจัดวางให้เป็น ‘ผู้ถูกมอง’ (Objectified) และตกเป็นเป้าสายตาแห่งความปรารถนาของผู้ชมชาย แต่ในภาพนี้ เขาสลับบทบาททางอำนาจอย่างสิ้นเชิง เซอร์ซีคือผู้ที่ครอบครองพื้นที่ทั้งหมด เธอจ้องมองลงมายังโอดิสซีอุส
ไม่เพียงแค่นั้นยังจ้องทะลุมายังผู้ชมภาพ ด้วยสายตาแห่งการคุกคามและเชื้อเชิญ ในขณะที่วีรบุรุษอย่างโอดิสซีอุสกลับถูกลดทอนสถานะให้กลายเป็นเพียงเงาสะท้อน ภาพนี้ยังสะท้อนความสับสนทางเพศสภาพของยุควิกตอเรียน แม่มดเซอร์ซีไม่ได้ถูกทำให้ดูเป็นหญิงชราที่น่าเกลียดน่ากลัวเหมือนการตีความในยุคอดีต แต่เธอกลับถูกนำเสนอให้เป็นสตรีวัยสาวที่มี ‘ความงามอันเป็นอันตราย’ (Fatal Beauty) สตรีผู้มีความรู้ มีอิสระทางเพศ และมีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง

