'ภูตผีและวิญญาณ' ที่ซ่อนอยู่ในงานภาพพิมพ์ไม้แกะญี่ปุ่น 'Ukiyo-e' ของ 3 ศิลปินญี่ปุ่นชั้นครู

ภายใต้สีสันและเส้นสายของภาพพิมพ์ไม้แกะญี่ปุ่น หรือ ‘Ukiyo-e' (อุกิโยะเอะ) ไม่เพียงถ่ายทอดภาพทิวทัศน์อันงดงาม วิถีชีวิตอันมีเสน่ห์ หรือหญิงสาวที่เลอโฉมเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อที่ซุกซ่อนเงามืดของวิญญาณ ความอาฆาตแค้น และภูตผีปีศาจเอาไว้เช่นกัน

เมื่อสังคมในยุคเอโดะต้องเผชิญกับความกดดันทางการเมืองและความผันผวนของยุคสมัย ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานภาพพิมพ์ได้หันมาใช้เรื่องราวเหนือธรรมชาติเป็นเครื่องมือสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ความหวาดกลัว และการวิพากษ์วิจารณ์สังคมผ่านสัญลักษณ์ที่น่าสะพรึงกลัว เปลี่ยนภาพพิมพ์ที่เคยเป็นเพียงสื่อบันเทิงให้กลายเป็นกระจกเงาสะท้อนจิตวิญญาณอันดำมืดของยุคสมัย

One Hundred Ghost Stories in a Haunted House (c. 1790) - Hokusai

ความคลาสสิกของศิลปะซ่อนวิญญาณนี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการวาดภาพให้น่ากลัว แต่คือการนำโครงสร้างของความเชื่อดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณพยาบาทหรือปีศาจจำแลง มาตีความใหม่ด้วยเทคนิคที่ล้ำยุค ศิลปินชั้นครูอย่าง Katsushika Hokusai, Tsukioka Yoshitoshi และ Utagawa Kuniyoshi ต่างใช้ความอัจฉริยะในการจัดองค์ประกอบภาพ บิดเบือนสรีระ และเล่นกับความรู้สึกนึกคิด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เพียงแต่สร้างความหวาดหวั่น แต่ยังสะท้อนถึงการทวงคืนความยุติธรรมและการต่อต้านอำนาจรัฐ ทำให้ภาพพิมพ์เหล่านี้กลายเป็นศิลปะที่ทรงพลัง ทะลุข้อจำกัดของกาลเวลา และยังคงเป็นสัญลักษณ์มาจนปัจจุบัน


เมื่อภูตผีและวิญญาณกลายเป็นงานศิลปะ

ภาพพิมพ์ไม้แกะของญี่ปุ่น หรือ Ukiyo-e เป็นสื่อทางศิลปะที่สะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และค่านิยมของสังคมญี่ปุ่นในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) จนถึงยุคเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของ 4 ฝ่าย ได้แก่

  1. สำนักพิมพ์ (Hanmoto) ผู้กำหนดทิศทางตลาด
  2. ศิลปิน (Eshi) ผู้ออกแบบภาพ
  3. ช่างแกะสลักไม้ (Horishi)
  4. ช่างพิมพ์ (Surishi)

ความร่วมมือนี้ทำให้ภาพพิมพ์สามารถผลิตซ้ำได้ในปริมาณมากและมีราคาถูกจนประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

Maple Viewing at Takao (mid-16th century) - Kanō Hideyori

แม้ว่าในระยะแรก อุกิโยะเอะจะมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอความงามของสตรี (Bijin-ga), นักแสดงคาบูกิ (Yakusha-e) และทิวทัศน์ธรรมชาติ (Fukei-ga) แต่เมื่อสังคมญี่ปุ่นต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมือง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการกดขี่จากระบอบโชกุนในช่วงปลายยุคเอโดะ ศิลปินภาพพิมพ์อุกิโยะเอะได้เริ่มหันเหความสนใจไปสู่โลกแห่งความตาย เรื่องลี้ลับ และสิ่งเหนือธรรมชาติ

การปรากฏขึ้นของภาพผีและปีศาจ หรือที่เรียกว่า Yōkai และ Yūrei ในหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอความน่าสะพรึงกลัวเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสัญญะทางสังคมที่สะท้อนถึงความวิตกกังวล ความเชื่อทางศาสนา และการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างทางอำนาจที่กดทับประชาชน รวมถึงสภาพจิตใจของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับความอยุติธรรม

สิ่งเหนือธรรมชาติตามความเชื่อของญี่ปุ่นมีโครงสร้างที่ชัดเจน ซึ่งศิลปินมักนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีความแตกต่างกันทั้งในด้านแหล่งกำเนิด แรงจูงใจ และลักษณะการปรากฏตัวประเภทของสิ่งเหนือธรรมชาติ ได้แก่

1. ยูเร (Yūrei)

วิญญาณของมนุษย์ที่ตายไปแล้ว มักแต่งกายด้วยชุดกิโมโนสีขาว ผมยาวสีดำปรกหน้า ไม่มีเท้า และมักมีลูกไฟวิญญาณ (Hitodama) ลอยอยู่เคียงข้าง เกิดจากการตายอย่างไม่สงบ การถูกฆาตกรรม หรือความห่วงหาอาทรที่รุนแรง หากมีความอาฆาตแค้น จะเรียกว่า ‘อนเรียว’ (Onryō) มักถูกผูกมัดอยู่กับบุคคลหรือสถานที่เฉพาะเจาะจง

2. โยวไค (Yōkai)

ปีศาจ อสุรกาย หรือปรากฏการณ์ประหลาด ครอบคลุมตั้งแต่สัตว์ที่จำแลงกายได้ เช่น จิ้งจอก ไปจนถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่มีชีวิต (Tsukumogami) มีรูปลักษณ์ที่หลากหลายและพิสดาร มักเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ที่มนุษย์ในอดีตไม่สามารถทำความเข้าใจได้

3. โกเรียว (Goryō)

วิญญาณของบุคคลสูงศักดิ์หรือผู้มีอำนาจที่ถูกสังหารอย่างอยุติธรรมทางการเมือง ทรงพลังอำนาจมากกว่ายูเรทั่วไป มักถูกทำให้สงบลงด้วยการสร้างศาลเจ้าบูชา สร้างความหายนะในระดับมหภาค เช่น ภัยแล้ง โรคระบาด ฟ้าผ่า เพื่อล้างแค้นสังคมหรือราชสำนักที่ทำให้ตนต้องสูญเสียอำนาจความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องงมงาย แต่เป็นกลไกทางจิตวิทยาและสังคมที่ช่วยให้ผู้คนในยุคเอโดะสามารถจัดการกับความหวาดกลัว อธิบายความเจ็บป่วย และตอกย้ำบรรทัดฐานทางศีลธรรม

ศิลปินอุกิโยะเอะได้นำโครงสร้างเหล่านี้มาแปลงเป็นภาพสัญลักษณ์ทางทัศนศิลป์ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความหวาดกลัว แต่ยังสะท้อนความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อของความอยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่ถูกกดขี่ภายใต้โครงสร้างสังคมปิตาธิปไตย (Patriarchy)


Hokusai: ศิลปะเหนือจริงและการทวงคืนความยุติธรรม

‘คัตสึชิกะ โฮกุไซ’ (Katsushika Hokusai) เป็นศิลปินภาพพิมพ์อุกิโยะเอะผู้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากผลงานทิวทัศน์ชุด ‘ทัศนียภาพ 36 ประการของภูเขาไฟฟูจิ’ (Thirty-six Views of Mount Fuji) ทว่าเมื่อโฮกุไซก้าวเข้าสู่วัย 70 ปี ชีวิตของเขาต้องเผชิญกับมรสุมอย่างหนัก ภรรยาของเขาเสียชีวิต เขาต้องเผชิญกับอาการอัมพาตชั่วคราว และใช้ชีวิตอย่างยากไร้

ท่ามกลางวิกฤตชีวิตและความตายที่คืบคลานเข้ามา โฮกุไซได้สร้างสรรค์ซีรีส์ภาพพิมพ์ชุด ‘ตำนานร้อยเรื่องเล่า’ (Hyaku monogatari) ในราวปี ค.ศ. 1831-1832 บ่งบอกถึงภาพจำนวนหนึ่งร้อยภาพเพื่อสอดรับกับการละเล่นจุดเทียนเล่าเรื่องผี ภาพชุดสี้สะท้อนความเชื่อของโฮกุไซที่มีอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย กฎแห่งกรรม และความเชื่อที่ว่าตนเองอาจกลายเป็นวิญญาณที่สัญจรไปมาบนโลกมนุษย์

The Ghost of Oiwa (c. 1830)

ภาพ ‘วิญญาณของโออิวะ’ (Oiwa-san) เป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงพลังและโด่งดังที่สุดในชุด ดัดแปลงมาจากบทละครคาบูกิแนวสยองขวัญ ซึ่งสร้างขึ้นจากข่าวลือและเหตุการณ์จริงในสังคมเอโดะ เรื่องราวของโออิวะเป็นโศกนาฏกรรมของการทรยศและการกดขี่สตรี โออิวะเป็นภรรยาผู้ซื่อสัตย์ของ 'Tamiya Iemon' ซามูไรไร้นาย (Ronin) ผู้ยากจนและทะเยอทะยาน

เมื่ออิเอมงได้รับข้อเสนอให้แต่งงานกับหลานสาวของเศรษฐีเพื่อนบ้าน เขาจึงวางแผนกำจัดโออิวะโดยการมอบยารักษาอาการป่วยหลังคลอดบุตรให้เธอทาน โดยแท้จริงแล้วคือยาพิษที่ทำให้ใบหน้าของเธอเสียโฉม ผมร่วงหลุดเป็นกระจุก และตาถลนออกจากเบ้า ต่อมาเธอเสียชีวิตด้วยความคลุ้มคลั่งและกลับมาเป็นวิญญาณอาฆาต หรือ ‘อนเรียว’ (Onryō) เพื่อล้างแค้นอิเอมง โดยมักจะหลอกหลอนเขาในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการผุดขึ้นมาจาก ‘โคมไฟกระดาษ’

The Ghost of Oiwa (c. 1830)

โฮกุไซใช้เทคนิคที่เรียกว่า ‘Mitate' นำเอาวัตถุสองสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้มาผสานรวมกันอย่างแนบเนียน เขานำเอาโคมไฟกระดาษมาผสานรวมเข้ากับใบหน้าที่เสียโฉมของโออิวะ รอยฉีกขาดบนโคมไฟเป็นดวงตาที่เบิกโพลงไร้ชีวิต และริมฝีปากที่บิดเบี้ยวด้วยความแค้น โครงไม้ไผ่ของโคมไฟทำหน้าที่เสมือนโครงหน้าและริ้วรอยแห่งความทุกข์ทรมาน ในขณะที่เส้นผมสีดำสนิทร่วงหล่นลงมาจากส่วนบนของโคมไฟอย่างน่าสะพรึงกลัว การออกแบบเชิงเหนือจริงนี้ล้ำยุคอย่างมาก ได้ความรู้สึกถึงความงามเชิงกราฟฟิคที่ผสานเข้ากับความสยองขวัญและความโศกเศร้า วิญญาณของโออิวะจึงเป็นตัวแทนของการทวงคืนความยุติธรรมของผู้หญิงในสังคมยุคเอโดะ

The Plate Mansion (c. 1830)

อีกภาพเด่นในชุดนี้ ได้แก่ ภาพ ‘วิญญาณของโอคิคุ’ (Ghost of Okiku) จากตำนานพื้นบ้านที่ เล่าถึง ‘Okiku' สาวใช้ผู้โชคร้ายในคฤหาสน์ของซามูไรผู้ทรงอิทธิพล เธอปฏิเสธการล่วงละเมิดทางเพศจากเจ้านายของเธอ เจ้านายจึงกลั่นแกล้งโดยซ่อนจานกระเบื้องเคลือบล้ำค่าใบหนึ่งจากชุดสิบใบ และกล่าวหาว่าโอคิคุขโมยไป เธอจึงถูกลงโทษโดยเจ้านายโยนร่างของเธอลงไปในบ่อน้ำจนเสียชีวิต นับแต่นั้นมา วิญญาณของโอคิคุจะลุกขึ้นมาจากบ่อน้ำในยามวิกาล เพื่อส่งเสียงนับจานใบที่หนึ่งถึงใบที่เก้าด้วยความโหยหวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

The Plate Mansion (c. 1830)

โฮกุไซบิดเบือนสรีระของโอคิคุอย่างเหนือจริง ลำคอถูกแทนที่ด้วยงจานกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินที่ร้อยเรียงต่อกันเป็นแนวยาว คดเคี้ยว และพลิ้วไหวราวกับลำตัวของงู ที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากบ่อน้ำ การเชื่อมโยงรูปลักษณ์ของวิญญาณเข้ากับวัตถุที่เป็นต้นเหตุแห่งความตายนี้ ถือเป็นความสร้างสรรค์ที่ล้ำหน้า และได้กลายเป็นรากฐานและบรรทัดฐานของภาพยนตร์สยองขวัญญี่ปุ่น (J-Horror) ในยุคปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ภาพนี้ก็ตอกย้ำโครงสร้างทางสังคมที่ผู้หญิงชนชั้นล่างมักตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมโดยชนชั้นซามูไร


Yoshitoshi: การเปลี่ยนผ่านสู่มิติความกลัวในจิตใต้สำนึก

‘สึกิโอกะ โยชิโตชิ’ (Tsukioka Yoshitoshi) ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายของศิลปะภาพพิมพ์ญี่ปุ่น ชีวิตของเขาคร่อมอยู่ระหว่างจุดสิ้นสุดของระบอบโชกุนในยุคเอโดะ และการก้าวเข้าสู่ความทันสมัยและการเปิดประเทศรับวัฒนธรรมตะวันตกในยุคเมจิ ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงของสงครามกลางเมือง และการประหารชีวิตสาธารณะ

Tsukioka Yoshitoshi

ผลงานชิ้นเอกของเขาอย่าง ภาพชุด ‘รูปแบบใหม่วิญญาณสามสิบหกตน’ (Shinkei Sanjurokkaisen/New Forms of Thirty-six Ghosts) ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 1889-1892 ซึ่งทิ้งความรุนแรงทางกายภาพแบบเลือดสาด มาสู่การสำรวจมิติทางจิตวิทยา โดยเน้นไปที่การทำงานของจิตไร้สำนึก ความหวาดกลัว บรรยากาศที่ตึงเครียด และสภาพจิตใจของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งลี้ลับ

Omori Hikoshichi Meets a Demon (c. 1890)

ภาพ ‘โอมาริ ฮิโกชิจิ เผชิญหน้าปีศาจ’ (Omori Hikoshichi Meets a Demon on the Road) อ้างอิงจากวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องราวของขุนศึก ‘Omori Hikoshichi' ในคืนหนึ่งขณะเดินทาง ฮิโกชิจิได้พบกับสตรีสูงศักดิ์รูปงามนางหนึ่งและเสนอตัวแบกเธอข้ามแม่น้ำ ทว่าสตรีผู้นี้แท้จริงแล้วคือธิดาของ Kusunoki Masashige ขุนศึกฝ่ายศัตรูที่เขาเคยสังหาร จำแลงกายมาเพื่อมุ่งหวังจะล้างแค้นให้บิดา ในขณะที่ฮิโกชิจิกำลังแบกเธอข้ามน้ำ เขาได้ก้มมองลงไปและพบว่าเงาสะท้อนในผิวน้ำของสตรีผู้นี้ ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น ‘ปีศาจที่มีเขา’

Omori Hikoshichi Meets a Demon (c. 1890)

ความพิเศษของของภาพนี้อยู่ที่ การละเว้นความรุนแรงและการสร้างความตึงเครียด โยชิโตชิเลือกที่จะจับภาพในเสี้ยววินาทีแห่งการค้นพบความจริง เงียบงันแต่ระทึกขวัญ ฮิโกชิจิหันหน้าชำเลืองมองลงไปในสายน้ำ มือของเขาเอื้อมไปจับด้ามดาบ ในขณะเดียวกัน สตรีบนหลังยังคงมีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่เงาสะท้อนในน้ำกลับฟ้องถึงธาตุแท้แห่งความเป็นปีศาจที่กำลังซ่อนเจตนาอาฆาต

เทคนิคการใช้สีแบบ 'Bokashi' ถูกนำมาใช้อย่างงดงามในการสร้างหมอกสีฟ้าจาง ๆ ที่ลอยผ่านดวงจันทร์เต็มดวง และการไล่สีบนผิวน้ำที่สะท้อนเงาของปีศาจ สร้างบรรยากาศที่เยียบเย็นและลึกลับ อีกจุดเด่นคือขอบของภาพพิมพ์ที่ถูกออกแบบให้มีรอยหยักเสมือนหน้ากระดาษจากบันทึกโบราณที่ถูกแมลงกัดกิน ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะตัวในภาพชุดนี้ของโยชิโตชิ

The Heavy Basket (c. 1890)

ภาพ ‘ตะกร้าที่หนักอึ้ง’ (The Heavy Basket) ดึงเรื่องราวมาจากนิทานพื้นบ้านสอนใจของญี่ปุ่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเรื่อง ‘นกกระจอกตัดลิ้น’ (Shitakiri Suzume)

นิทานเรื่องนี้เล่าถึงชายชราผู้ใจดีที่เลี้ยงดูนกกระจอกที่บาดเจ็บ แต่ภรรยาของเขาซึ่งมีจิตใจละโมบและโหดร้ายรำคาญเสียงร้องของนกกระจอก จึงใช้กรรไกรตัดลิ้นมันจนมันต้องบินหนีเข้าไปในป่าลึก เมื่อชายชราออกตามหานกกระจอกจนพบ เขาได้รับข้อเสนอให้เลือกของขวัญระหว่างตะกร้าหวายใบเล็กกับใบใหญ่ ชายชราผู้มักน้อยเลือกใบเล็ก เมื่อกลับถึงบ้านพบว่าภายในเต็มไปด้วยสมบัติและเหรียญทองคำ เมื่อภรรยาผู้ละโมบเห็นดังนั้น เธอจึงดั้นด้นเข้าไปในป่าเพื่อหานกกระจอกบ้าง และเมื่อถูกให้เลือกระหว่างตะกร้าสองใบ แน่นอนว่าเธอรีบคว้าตะกร้าใบใหญ่ที่หนักอึ้ง แม้ว่านกกระจอกจะเตือนว่าห้ามเปิดจนกว่าจะถึงบ้าน แต่ด้วยความโลภ เธอจึงแอบเปิดตะกร้าในระหว่างทาง ทว่าสิ่งที่พุ่งทะยานออกมาจากตะกร้ากลับไม่ใช่สมบัติ แต่เป็นฝูงอสุรกาย และภูตผีปีศาจนานาชนิดที่พุ่งเข้าจู่โจมเธอ

ผลงานชิ้นนี้คือจุดสูงสุดของการจับภาพความเคลื่อนไหวในฉากพีคสุดของเรื่อง โยชิโตชิจัดให้ตะกร้าหวายขนาดใหญ่วางอยู่ตรงกลางภาพ โดยมีฝูงปีศาจร่ายรำพุ่งทะยานออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับภูเขาไฟระเบิด ภูตผีเหล่านี้มีรูปลักษณ์ที่พิสดารและหลากหลาย ตั้งแต่ผีตาเดียว โครงกระดูก ไปจนถึงอสุรกายที่ร่างกายผิดรูป หญิงชราล้มหงายหลังลงกับ ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด และมือไม้ปัดป่ายอย่างไร้ทิศทาง

ภาพนี้สะท้อนแนวคิดทางพุทธศาสนาเรื่อง ‘กฎแห่งกรรม’ ตะกร้าหวายที่บรรจุอสุรกาย แท้จริงแล้วคือภาชนะที่กักเก็บความโลภ ความอิจฉาริษยา และความโหดร้ายที่หญิงชรากระทำต่อนกกระจอก ที่กลายสภาพเป็นอสุรกายที่ย้อนกลับมาลงทัณฑ์ตัวเธอเอง ฝีมือของโยชิโตชิที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกที่สมจริง ซึ่งทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความสยดสยองที่พุ่งพล่านออกมา


Kuniyoshi: นัยยะทางการเมืองภายใต้เรื่องเล่าของปีศาจ

‘อุตางาวะ คุนิโยชิ’ (Utagawa Kuniyoshi) ได้รับการขนานนามว่าเป็นศิลปินหัวขบถของยุคเอโดะ ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยความกล้าหาญในการท้าทายจารีต การจัดองค์ประกอบภาพที่ทรงพลัง และการใช้รูปแบบภาพพิมพ์ 3 แผ่นต่อกัน (Triptych) เพื่อสร้างฉากพาโนรามาที่มีขนาดมหึมา ราวกับระบบภาพยนตร์จอกว้างในยุคปัจจุบัน

Utagawa Kuniyoshi

ในช่วงปี ค.ศ. 1841-1843 หลังจากรัฐบาลโชกุนสั่งแบนการตีพิมพ์ภาพนักแสดงคาบูกิ โสเภณี และเนื้อหาที่เสียดสีรัฐบาล แทนที่จะหยุดสร้างสรรค์ผลงาน คุนิโยชิกลับใช้ภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และตำนานปีศาจโบราณเป็นฉากบังหน้า เพื่อซ่อนเร้นสัญญะทางการเมืองและการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองอันกดขี่ และทำให้เขาได้รับการยกย่องในฐานะศิลปินผู้ท้าทายอำนาจรัฐอย่างชาญฉลาด

Takiyasha the Witch and the Skeleton Specter (c. 1844)

ภาพ ‘เจ้าหญิงทาคิยาฉะกับโครงกระดูกปีศาจ’ (Takiyasha the Witch and the Skeleton Specter) เป็นหนึ่งในผลงานที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะญี่ปุ่น สร้างจากฉากหนึ่งในนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ เรื่องราวของ 'เจ้าหญิง Takiyasha-hime' บุตรีของขุนศึกผู้นำการกบฏครั้งใหญ่ต่อต้านราชสำนักเกียวโต หลังจากการพ่ายแพ้ตระกูลของเธอถูกกวาดล้าง ทว่าเจ้าหญิงผู้รอดชีวิตได้เดินทางไปสวดภาวนาที่ศาลเจ้าคิฟุเนะและได้รับพลังมนตร์ดำ เธอได้กลับมายังพระราชวังที่ปรักหักพังเพื่อรวบรวมกองกำลังที่เหลือรอดและเตรียมการกบฏอีกครั้งเพื่อล้างแค้นให้บิดา เมื่อราชสำนักล่วงรู้ จึงส่ง 'Oya Taro Mitsukuni' มาตรวจสอบและปราบปราม เมื่อมิตสึคุนิปรากฏตัว ทาคิยาฉะได้ร่ายมนตร์จากคัมภีร์ อัญเชิญปีศาจโครงกระดูกเข้าจู่โจม

Takiyasha the Witch and the Skeleton Specter (c. 1844)

ผลงานชิ้นนี้เป็นการปฏิวัติการจัดองค์ประกอบภาพในอุกิโยะเอะอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงการใช้รูปแบบภาพพิมพ์ 3 แผ่นมาต่อกัน เพื่อสร้างภาพมุมกว้าง แต่จากต้นฉบับ เจ้าหญิงทาคิยาฉะอัญเชิญโครงกระดูกขนาดปกติจำนวนหลายร้อยโครงมาต่อสู้ แต่คุนิโยชิได้รวบยอดและสร้างโครงกระดูกยักษ์เพียงหนึ่งเดียวที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทอดยาวข้ามรอยต่อของกระดาษ แหวกม่านไม้ไผ่ที่ขาดรุ่งริ่งของพระราชวังออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลัง ก้มลงมองมนุษย์เบื้องล่าง ทำให้ผู้ชมรู้สึกถูกคุกคาม ความน่าทึ่งอีกอย่างคือ ‘ความถูกต้องทางกายวิภาค’ ซึ่งในยุคเอโดะ การศึกษาโครงกระดูกมนุษย์อย่างเป็นระบบยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เชื่อกันว่าคุนิโยชิได้รับอิทธิพลจากการศึกษาตำรากายวิภาคศาสตร์ของแพทย์ชาวตะวันตกที่ถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น

Raiko severing the head of Shuten-dōji (c. 1853)

อีกผลงานอย่าง ‘ชูเท็น โดจิ’ (Shuten-dōji) เล่าเรื่องในยุคเฮอัน มีราชันย์ปีศาจมีพฤติกรรมโหดร้าย คอยลักพาตัวสตรีสูงศักดิ์ชาวเมืองเกียวโตไปกินเป็นอาหาร จักรพรรดิจึงมีรับสั่งให้ขุนศึก 'Minamoto no Yorimitsu' และคณะ เดินทางไปปราบปีศาจ โดยใช้อุบายหลอกล่อให้ปีศาจดื่มสาเกจนเมามายและหลับใหล พวกเขาตรึงแขนขาของปีศาจไว้ และใช้ดาบวิเศษฟันบั่นคอปีศาจ

Raiko severing the head of Shuten-dōji (c. 1853)

ภาพจับจังหวะที่ระทึกใจและนองเลือดที่สุดของเรื่องราว นั่นคือวินาทีที่ดาบของไรโคตัดคอชูเท็นโดจิขาดสะบั้น แม้ร่างกายจะถูกฟันจนขาด แต่ศีรษะขนาดมหึมาของชูเท็น โดจิยังคงมีชีวิตและลอยคว้างอยู่ในอากาศ พุ่งตรงเข้ามาหมายจะกัดศีรษะของนักรบด้วยความอาฆาต คุนิโยชิใช้เส้นทะแยงมุมเพื่อสร้างพลวัต และความรู้สึกของการเคลื่อนไหวที่รุนแรง บเน้นให้เห็นถึงความชำนาญของศิลปินในถ่ายทอดฉากการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม ภาพการปราบปีศาจมักถูกใช้เป็นสัญญะในการวิพากษ์วิจารณ์สังคม ในยุคที่คุนิโยชิต้องเผชิญกับการเซนเซอร์จากรัฐ การตีความปีศาจเป็นตัวแทนของรัฐบาลและขุนนางที่ทุจริต คอยสูบเลือดสูบเนื้อและกดขี่ประชาชน โดยเหล่านักรบเป็นเสมือนตัวแทนของความยุติธรรมที่เข้ามาปลดแอก


Writerpradhom