Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

เมื่อดีไซน์คือการละทิ้ง คุยกับคุณอิท พลัท กับงานออกแบบสถานปฏิบัติธรรม PHUKET Meditation Center

ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายในปัจจุบัน บางทีคนเราอาจจะต้องการแค่พื้นที่เรียบง่าย ที่ให้ความสงบ และสถานที่หนึ่งที่เป็นทางเลือกก็คือ ‘สถานปฏิบัติธรรม’ ซึ่งการออกแบบสถานที่ลักษณะนี้ อาจมีทางเลือกได้หลากหลายตามแต่ความตั้งใจและวิธีการของเจ้าของสถานที่

โดยในวันนี้ Art of จะพาไปที่ PHUKET Meditation Center สถานปฏิบัติธรรมในจังหวัดภูเก็ต ที่เป็นงานออกแบบที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย บางเบา ผลงานโดย That’s ITH และจะไปพูดคุยกับ คุณอิท ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมออกแบบของที่นี่กัน

PHUKET Meditation Center
สถาปัตยกรรมภายนอก: Eco Architect
สถาปัตกรรมภายใน: That’s ITH Interior
ภูมิสถาปัตยกรรม: Landscape Tectonix
งานออกแบบแสง: APLD Lighting


จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ PHUKET Meditation Center

คุณอิทเล่าว่าเป็นคนชอบทำบุญอยู่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤตช่วยโควิด จึงได้ถือโอกาสไปทำบุญเยอะมาก จึงเห็นสถานที่ทางศาสนาสวยๆมากมาย และเกิดแรงบันดาลใจที่อยากมีส่วนร่วมกับการสร้างอะไรไว้กับศาสนา เพื่อให้คนได้เข้าถึงในศาสนามากขึ้น

“เราทำงานหรูหรา งานแพง ฟุ้งเฟ้อ วุ่นวายมาก็เยอะ อยากจะทำกับเรื่องศาสนาบ้าง” คุณอิทกล่าว และยังบอกด้วยว่า ”เราปาวารนาตัวว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธหรือปฏิบัติธรรม เราก็อยากจะร่วมบุญไปด้วย”

แนวคิดดังกล่าวเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในโครงการ ‘บ้านถ้ำ’ ของ เสถียรธรรมะสถาน ซึ่งริเริ่มโดย แม่ชีสันสนีย์ เสถียรสุต และคุณสมชาย จงแสง โครงการนี้เกิดจากโครงสร้างลักษณะคล้ายปล่องอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคไว้ ก่อนจะถูกพัฒนาให้เป็นห้องพักสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม โดยมีการรวบรวมนักออกแบบ 11 คนจากหลากหลายสตูดิโอเข้าร่วมสร้างสรรค์พื้นที่ อาทิ PIA Interior และ Dot Line Plane คุณอิทเป็นหนึ่งใน 11 คนด้วย

ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดเป็นโปรเจคที่ 2 คือ ‘วิหารที่ภูเก็ต’ แห่งนี้ โดยที่เพื่อนของคุณอิทเป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรม ได้ชักชวนให้ร่วมดีไซน์สถานที่ เมื่อได้รับการทาบทาม คุณอิทก็ตอบรับโดยไม่ลังเล “เราก็บอก สนๆ ทันทีแบบไม่ลังเลเลย” คุณอิทกล่าว เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เคยประกาศไว้ “ถ้าเป็นเรื่องของศาสนา เรายินดีออกแบบให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย”


กระบวนการในการออกแบบ

แนวคิดการออกแบบเริ่มต้นจากการพิจารณาบริบทของอาคารที่มีพื้นฐานความเป็นไทยร่วมสมัย โครงสร้างสะท้อนกลิ่นอายสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ผสานความโมเดิร์นอย่างพอดี ผ่านการเลือกใช้วัสดุอย่างไม้ ปูน และกระเบื้องในโทนเรียบง่าย พร้อมองค์ประกอบช่องลมที่ช่วยสร้างบรรยากาศแบบเมืองร้อนซึ่งสอดรับกับบริบทของจังหวัดภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม ผู้ออกแบบตั้งใจลดทอนความเป็น ‘ท้องถิ่นจัดจ้าน’ ลง เพื่อให้พื้นที่สื่อสารด้วยภาษาที่เป็นสากลมากขึ้น คุณอิทบอกว่า “เราอยากให้มันมีความเป็นกลาง ไม่ได้เป็นพื้นถิ่นมาก” แนวคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การตีความอัตลักษณ์ไทยในรูปแบบที่ร่วมสมัย สงบ และเข้าถึงได้กับผู้ใช้ที่มาจากหลากหลายพื้นเพมากยิ่งขึ้น

“พี่รู้สึกว่าในที่สุดแล้วศาสนาสอนให้ละทิ้ง ไม่ยึดถือ ไม่ยึดติดอะไรสักอย่าง” แนวทางการคิดของคุณอิทคือ ปกติแล้ว วัดอาจจะสร้างภาพให้รู้สึกวิจิตรสวยงามอลังการเผื่อสื่อถึงสวรรค์ แต่ที่สุดแล้วทุกคนต้องละทิ้ง เอาอะไรไปไม่ได้เลย คุณอิทจึงอยากสื่อถึง ‘ความไม่มีอะไรเลย’ สุดท้ายแล้วจึงกลายมาเป็นโจทย์หลักของการออกแบบ

“เราก็รีเฟล็คภายนอกภายในด้วยกัน เราอยากให้เข้ามาภายในแล้วรู้สึก สงบ นิ่ง เบา สว่าง ก็เลยแทนค่าออกมาเป็นผลงานนี้”

ตัวอาคารมีจุดเด่นที่รูปทรงจั่วซ้อนเลเยอร์ใต้หลังคา ซึ่งกลายเป็นภาพจำสำคัญของพื้นที่ คุณอิทจึงเลือกขับเน้นองค์ประกอบนี้ด้วยการออกแบบแสง ใช้เส้นไฟสตริปไลต์ไล่ระดับไปตามโครงสร้าง เพื่อเผยให้เห็นมิติของหลังคาสองชั้นอย่างชัดเจน แนวจั่วถูกออกแบบให้ค่อยๆ ลดหลั่น (offset) ลงสู่จุดศูนย์กลางด้านหลัง อันเป็นตำแหน่งประดิษฐานรูปหลวงปู่ เมื่อมองย้อนกลับ เส้นสายและแสงจะค่อยๆ แผ่กระจายออกสู่พื้นที่โดยรอบ สร้างประสบการณ์ที่เรียบง่าย สงบ และทรงพลังในเชิงความรู้สึก


ภาพจำของสตูดิโอที่ผลงานหรูหรา และสนุก ตรงกันข้ามกับโปรเจกต์นี้

“ตัวพี่น่ะ อยากทำเลยแหละ แต่น้องๆ ในทีม เค้าก็งงว่า ห๊าาา ! วิหาร อะไร? ยังไง? (หัวเราะ)”  คุณอิทกล่าวปนขำ และอธิบายภายหลังว่าทีมงานของเขาเข้าใจว่าต้องทำอะไร เนื่องจากผ่านโปรเจ็คบ้านถ้ำมาแล้ว เพียงแค่งานนี้มีสเกลใหญ่ขึ้นและยังอธิบายต่อไปว่า

“เราไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นว่าแบบไหนโดยเฉพาะ เพราะในที่สุดแล้วเราออกแบบให้ผู้ใช้ เราไม่ได้ออกแบบให้ตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องลดอีโก้ลง ไม่ใช่เอาซิกเนเจอร์ของ That’s ITH ใส่เสียหมด”

องค์ประกอบไหนยากที่สุดในการออกแบบครั้งนี้?

“จริงๆ พี่ว่ามันแทบจะไม่มีอะไรยากเลย แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการหาบาลานซ์ตรงกลางว่า จะให้เป็น โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่สวยจนอยากจะให้คนมา หรือจะเอาความสวยเป็นตัวเสริม อยากสร้างภาพจำหรืออยากเน้นที่การละลายหายไป แต่หลักๆเลยอยากให้เข้ามาหรือผู้ใช้งานได้รู้สึกว่าอยากมาอีก เพราะถ้าเราดูวัดไทยหลายๆ ที่มันอลังการมาก ดังนั้นการหาบาลานซ์คือยากที่สุด แต่การออกแบบจริงๆ นี่ไม่ยากเลย เพราะเราใช้ความเรียบง่ายทั้งหมด”

การออกแบบพื้นที่เพื่อ ‘การปฏิบัติธรรม’ ต่างจากการออกแบบทั่วไปอย่างไร

Core หลักของงานนี้คือ “เราออกแบบให้ใคร” สำหรับคุณอิท การออกแบบที่ดีต้องรีสะท้อนผู้ใช้ผู้ใช้ แต่ผู้ใช้ของที่นี่คือคนที่ตั้งใจจะละทางโลก ละความยึดติด แม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง เพราะฉะนั้นโจทย์มันต่างจากบ้านหรูที่คุณอิทเคยทำมาโดยสิ้นเชิง

“บ้านราคาสูง เรามักออกแบบเพื่อสะท้อนตัวตน โชว์ legacy ของเจ้าของ แต่โปรเจกต์นี้เรากลับต้องตัดทุกอย่างออก การตกแต่งต้องน้อยที่สุด เหลือเพียงบรรยากาศที่สะอาด สว่าง สงบ นิ่ง และเบาที่สุด เหมือนเอาทุกอย่างออกไป จนเหลือแค่ตัวตนภายในจริงๆ”

ในกระบวนการออกแบบช่วงแรก คุณอิทพัฒนาแนวคิดออกมาหลายทิศทาง เนื่องจากยังไม่แน่ชัดว่าทางวัดต้องการบรรยากาศแบบใด

เมื่อถึงขั้นตอนนำเสนอ พระอาจารย์กล่าวชื่นชมว่าแต่ละแบบมีความงดงามในตัวเองจนเลือกไม่ถูก อย่างไรก็ตาม หลังจากพิจารณาร่วมกัน คุณอิทและทีมงานตัดสินใจเดินหน้าในแนวทางที่นิ่งและเรียบง่ายที่สุด เพราะเห็นว่าใกล้เคียงแก่นของสถานที่มากที่สุด ที่ไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดจากสิ่งรบกวน เปิดโอกาสให้ความสงบภายในเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง


“สถาปัตยกรรม แสง สวน และความเงียบ ทำหน้าที่อย่างถ่อมตน”

จุดตั้งต้นของโครงการเกิดจากความร่วมมือกับ คุณคำรณ สุทธิ ผู้ก่อตั้ง ‘Eco Architect’ ซึ่งทำงานด้านสถาปัตยกรรมเชิงนิเวศและความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘บ้านที่หายใจร่วมกับธรรมชาติ’ ฟอร์มอาคารของเขาสะท้อนความสงบ นิ่ง และความเรียบง่ายที่ชัดเจน คุณอิทมองเห็นแก่นของความ ‘น้อย’ นี้ และต้องการดึงคุณภาพดังกล่าวให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

“เราอยากดึงคอร์ตรงนั้นให้ชัดขึ้น และฝังลงไปในโปรเจกต์นี้ให้ลึกกว่าเดิม” คุณอิทกล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือครั้งแรกที่ได้ออกแบบพื้นที่ลักษณะนี้ จึงตั้งใจให้ทั้งสงบและงดงามอย่างสอดคล้องกับธรรมะอย่างแท้จริง

เพื่อให้มิติของพื้นที่สมบูรณ์รอบด้าน คุณอิทได้ชักชวน คุณศุภสิทธิ์ เทพอำนวยกุล จาก Landscape Tectonix และ คุณกนกพร นุชแสง มาร่วมงานโดยที่ทั้งไม่คิดค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน แนวคิดภูมิทัศน์ ให้ผู้ใช้มองน้ำ เพื่อให้ผู้ใช้ก้มสายตาลงและเกิดความสงบ ขณะที่งานแสงถูกออกแบบให้สลัวอย่างพอดี ค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้ผู้ใช้นิ่งลงตามลำดับ ความร่วมมือระหว่างอินทีเรีย แลนด์สเคป และไลติ้งจึงทำหน้าที่ประคับประคองกัน เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่สอดคล้องในทิศทางเดียวกัน

“พอเป็นสถานปฏิบัติเนี่ยเรารู้ว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้สึกกับศาสนาก็คงมาแค่ทำบุญ แต่คนที่จะเสียสละเวลาสามวันห้าวัน ห่างจากโทรศัพท์ ครอบครัว งาน เพื่อจะอยู่กับตัวเอง และเดินทางไปสู่นิพพาน คือการไม่เอาอะไรแล้ว เลยอยากปลอกเปลือก เผยแก่นแท้ออกมาที่สุด ถอดทุกอย่างออกหมด เหลือแค่ความรู้สึกสบาย กลับสู่ธรรมชาติ มาแบบไหนก็กลับแบบนั้น” คุณอิทกล่าว


โปรเจกต์นี้ส่งผลต่อทีมงานออกแบบอย่างไร

คุณอิทพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอารมณ์ “เรารู้สึกภูมิใจ ประทับใจกว่างานปกติที่ได้ค่าจ้าง ตอนเห็นพระอาจารย์บอกว่าคนชื่นชนว่าสถานที่สวยงามพระสงฆ์รวมกัน 2-3 ร้อยคน ทุกคนสงบ ‘สัปปายะ’ เหมาะกับการปฏิบัติธรรม เรารู้สึกดีที่สงานเรามีส่วนที่ช่วยในการส่งใครก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือพระสงฆ์ไปสู่นิพพานได้ ใจเราฟูมากกว่างานที่ได้รับเงิน”

“จนถึงตอนนี้ มีคนบอกว่าเขารู้สึกว่าอยากไปที่นี่ อยากไปดู ไปปฏิบัติธรรม พี่คิดว่าถ้าหากคนสามารถไปอย่างน้อยวันสองวัน ที่เขาสามารถละทางโลกได้ พี่ก็รู้สึกดีมาก”

“รู้สึกดีตรงที่ว่ามันไม่ได้ส่งผลแค่ที่ภูเก็ตที่เราทำ แต่ไปส่งผลที่อื่นด้วย อีกอย่างคือแปลกใจที่งานนี้คนกดไลค์กดแชร์เยอะมาก เราก็ไม่ได้โปรโมทอะไรอยู่แล้ว งานนี้มาพันไลค์ พี่ก็รู้สึก โห๊ ! อะไรเนี่ย? ก็รู้สึกดีใจที่พอเป็นเรื่องของสังคมหรืองานบุญ คนก็ยังมีใจอยู่”

ในแง่ศาสนา หรือ spiritual มีโปรเจ็คในฝันอะไรที่อยากอยากทำไหม

คุณอิทยอมรับว่ามีความฝันหนึ่งที่เก็บไว้เสมอ นั่นคือการได้ออกแบบวัดในแบบที่สะท้อนความเชื่อส่วนลึกของตนเอง ในฐานะชาวพุทธ คุณอิทมองว่าศาสนาสอนให้ละวางแม้กระทั่งตัวตนและชื่อเสียง จึงเกิดคำถามว่าวัดไทยร่วมสมัยจะสามารถตีความแนวคิด ‘ไม่มีอะไรเลย’ ได้หรือไม่ “อยากออกแบบวัดไทยแบบสมัยใหม่ที่ไม่มีอะไรเลย” คุณอิทกล่าว

พร้อมเผยว่าหากวันหนึ่งมีความพร้อมทางการเงิน ก็อยากสร้างวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมในฝันนี้ขึ้นจริง แม้จะตระหนักดีว่าแนวคิดดังกล่าวอาจท้าทายความคุ้นชินของสังคมปัจจุบันไม่น้อย “พี่มีภาพในหัวแล้วแหละ แต่มันอาจจะแรงไปสำหรับสังคมปัจจุบันด้วยซ้ำ”  ภาพในใจของคุณอิทคือพื้นที่ที่ลดทอนทุกองค์ประกอบ เหลือเพียงมนุษย์กับแสงสว่างจุดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ

คุณอิทยกตัวอย่างโบสถ์คริสต์หลายแห่งที่มีเพียงไม้กางเขนและ ‘holy light’ สาดส่องลงมาอย่างเรียบง่าย ซึ่งสร้างพลังทางความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง ในมุมมองของคุณอิท การใช้แสงในลักษณะนั้นยังไม่เคยถูกนำมาตีความอย่างจริงจังในบริบทวัดไทย ความฝันนี้ของคุณอิทจึงยังคงเป็นโจทย์เปิดที่รอการสำรวจต่อไปในอนาคต

ฝากทิ้งท้ายเกี่ยวกับผลงาน

“สถานปฏิบัติธรรมมันไม่ใช่สถานที่ที่ต้องร้องว้าว ! หรือไปเช็คอินแบบคาเฟ่ แต่ดีไซน์ของงาน ทำให้เกิดเป็นอีกลุคหนึ่งของสถานปฏิบัติธรรม ที่อาจเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ถ้าน้องๆ จะเลือกมาเช็คอินที่สถานปฏิบัติธรรมแทนคาเฟ่ พี่ก็ยินดีมากๆ เพราะอย่างน้อยมันช่วยฮีลใจได้บ้าง ถ้าเราออกแบบพื้นที่ที่ช่วยให้เขากลับมาดูแลใจตัวเอง แล้วมีแรงไปเผชิญโลกต่อได้ พี่ว่ามันมีความหมายมาก” คุณอิทกล่าว

“ส่วนผลงานของ That’s ITH จะมีงานสนุกๆ อีกเยอะในปีหน้า น่าสนใจมากขึ้น วันนี้พี่ก็เพิ่งโพสต์ร้านอาหารนิวยอร์ค ถ้าไปดูจะเห้นว่าคนละเรื่องกับงานนี้เลย มันฉูดฉาดมากตามสไตล์ของเรา (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็อยากฝากไว้ว่า ถ้าเป็นเรื่องของสังคมหรือพุทธศาสนา เราก็ยินดีทำเสมอครับ (ยิ้ม)”

ในอนาคต เราน่าจะได้เห็นงานออกแบบพื้นที่ทางศาสนาแบบใหม่ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินไปสู่ความสงบมากขึ้นก็เป็นได้

คุณอิท พลัช ไพนุพงศ์ จาก That’s ITH Interior


บทความโดย Tuatan Chote

© 2021 Art of. All rights reserved.

  083-138-5607
contact@artofth.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save