Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

ความเป็นอมตะของ ‘แนนโน๊ะ’ จากซีรีส์ ‘เด็กใหม่’ สู่ Girl From Nowhere: The Reset

เมื่อ ‘แนนโน๊ะ’ กลับมาอีกครั้ง พร้อมการรีเซ็ตโลกของเธอ
ถ้าโลกนี้ไม่มีแนนโน๊ะ ก็ไม่สนุกน่ะสิ!

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ในระดับโลก ซีรีส์ เด็กใหม่ Girl From Nowhere ก็ได้กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันใหม่ Girl From Nowhere: The Reset นำแสดงโดย เบ็คกี้ รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง ในบทบาทตัวละคร ‘แนนโน๊ะ’ เด็กใหม่ลึกลับของโรงเรียนที่จะกลับมาตั้งคำถามกับสังคมอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวที่เข้มข้นและร่วมสมัยมากขึ้น

โปรเจกต์นี้เป็นผลงานของ GINGERx และ SOUR Bangkok ทีมสุดครีเอทีฟผู้ก่อกำเนิด ‘แนนโน๊ะ’ ขึ้นมา โดย Art of ชวนไปพูดคุยกับคุณเค้ก–วรุณพร ตรีเทพวิจิตร Content Director ของ GINGERx และคุณเล็ก–ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-founder ของ SOUR Bangkok และ CEO ของ GINGERx ที่มาร่วมเล่าถึงที่มา แนวคิด และการรีเซ็ตครั้งสำคัญของซีรีส์เรื่องนี้


จุดเริ่มต้นของ Girl From Nowhere

ก่อนจะพูดถึงการรีเซ็ตจักรวาล ก็ต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของโปรเจกต์เด็กใหม่ Girl From Nowhere สักเล็กน้อย ถึงไอเดียตั้งต้นก่อนจะเกิดเป็นซีรีส์ในตำนานเมื่อปี 2018

คุณเล็กเล่าว่าในช่วงที่เอเจนซี SOUR Bangkok เริ่มต้นทำงาน พวกเขาตั้งใจวางตำแหน่งของเอเจนซีให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับผู้หญิง

“ตอนตั้งต้น Sour เราเป็นเอเจนซีเพื่อผู้หญิงอยู่แล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่าซีรีส์ไทยตอนนั้นยังมี ‘norm’ บางอย่าง เช่น ผู้หญิงต้องเรียบร้อย ห้ามแรงเกินไป อินเนอร์ของผู้หญิงหลายอย่างมันถูกกดอยู่ ผู้หญิงต้องการตัวละครหลักที่ไม่ต้องเรียบร้อย เขาต้องกบฏได้”

จึงเป็นที่มาของความคิดที่อยากสร้างตัวละครหญิงที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบนั้น ตัวละครที่มีความดื้อรั้น กล้าท้าทาย และสะท้อนความรู้สึกที่ถูกกดทับในสังคม เป็นตัวละครที่แสดงพลังของผู้หญิง

แนวคิดนี้จึงกลายมาเป็นตัวละคร ‘แนนโน๊ะ’ เด็กสาวลึกลับที่เข้าไปในโรงเรียนต่างๆ เพื่อเปิดโปงด้านมืดของมนุษย์ และซีรีส์ก็กลายเป็นปรากฏการณ์ทันทีเมื่อออกฉาย ด้วยจังหวะเวลาที่เหมาะสม และประเด็นที่ตรงกับสังคม ซีซั่นแรกของ Girl From Nowhere จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเดินทางไปสู่ผู้ชมทั่วโลก

‘แนนโน๊ะ’ ไม่ใช่แค่ตัวละครในซีรีส์ แต่เป็นเหมือนห้วงอารมณ์ของสังคม ความกบฏ และการเสียดสีที่แสบสันจนแทงใจผู้ชม แม้ผู้สร้างจะเคยเปรียบว่าเธอเป็นเหมือนสปิริต จิตวิญญาณ หรือ ‘ลูกสาวซาตาน’ แต่ก็ยังทิ้งช่องว่างไว้ให้ผู้ชมตีความว่าแท้จริงแล้วแนนโน๊ะคือใคร 

ความกำกวมนี้เองที่ทำให้ตัวละครยิ่งทรงพลัง และทำให้ผู้ชมแต่ละคนสร้างภาพของแนนโน๊ะในแบบของตัวเอง และสิ่งนี้เองเป็นหัวใจของความเป็นแนนโน๊ะที่ไม่มีวันหายไป


การ Reset ครั้งใหม่ของซีรีส์เด็กใหม่

แม้ซีรีส์จะประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ทีมผู้สร้างก็เริ่มคิดถึงการนำเรื่องนี้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบใหม่

“ช่วงเวลามันทิ้งจากซีซั่นก่อนมานาน เราก็เลยคิดว่ามันถึงเวลาที่ควรจะ Reset แล้ว ทำให้โชว์มัน fresh ขึ้น ประเด็นก็สดขึ้น เป็นคนยุคนี้มากขึ้น” คุณเค้กกล่าว

หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการมองว่า ‘แนนโน๊ะ’ นั้นไม่ใช่แค่ตัวละครคนหนึ่ง แต่เป็นเหมือนสัญลักษณ์หรือจิตวิญญาณ “เราเชื่อว่าแนนโน๊ะเป็น spirit มากกว่า เพราะเขาคือ Girl From Nowhere ไม่มีใครรู้ที่มา รูปลักษณ์ภายนอกมันเลยเปลี่ยนไปได้หมด”

การรีเซ็ตครั้งนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ซีรีส์สามารถตีความตัวละครใหม่ สำรวจประเด็นใหม่ๆ และขยายโลกของเรื่องราวให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ในซีซั่นนี้ ยังเห็นการเพิ่มมิติให้กับตัวละครแนนโน๊ะอีกด้วย ด้วยการออกแบบ ‘โลโก้’ รวมไปถึงสิ่งของต่างๆ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากซีรีส์และตัวนักแสดงเอง ทำให้มีสีสันในโลกความเป็นจริง และโซเชียลมีเดียทางออนไลน์มากขึ้น และตอกย้ำตัวตนของแนนโน๊ะที่จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้!

เช่น การคอลแลบกับสิงห์ เลมอนโซดา ในรสชาติแตงโม ที่เหมาะเจาะกับสีสันและความสดใหม่ของซีรีส์พอดิบพอดี โลโก้ของแนนโน๊ะได้ไปอยู่บนกระป๋องอย่างลงตัว ถือเป็นการร่วมมือกันของซีรีส์ไทยกับแบรนด์ไทยอย่างน่าภูมิใจ ใครยังไม่ได้ลองชิม ไปลองกันได้


ผู้กำกับ 6 คน และประเด็นสังคมร่วมสมัย

ซีซั่นใหม่ประกอบด้วย 6 ตอน และผู้กำกับ 6 คน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทีมสร้างตั้งใจให้เกิดความหลากหลายทางการเล่าเรื่อง

“เสน่ห์ของซีรีส์นี้ มันเป็นการที่มีผู้กำกับหลายคนอยู่แล้ว ในซีซั่นก่อนๆ ที่มีจำนวนตอนมากกว่านี้ ผู้กำกับคนหนึ่งก็อาจจะกำกับถึงสองตอน แต่ซีซั่นนี้มีหกตอน เราเลยคิดว่า 6 ตอน ผู้กำกับสำหรับ 6 คนก็น่าจะพอดี”

แต่ละตอนจึงมีสไตล์การกำกับและมุมมองที่แตกต่างกัน โดยทีมผู้สร้างให้พื้นที่กับผู้กำกับในการตีความเรื่องราวอย่างเต็มที่

“พอผู้กำกับได้บทไป มันเหมือนเป็นสนามเด็กเล่น เขาจะตีความหรืออยากเล่นกับมันยังไงก็ได้ เราค่อนข้างให้พื้นที่ผู้กำกับ แต่ก็จะคุยกันถ้ามีอะไรที่อาจจะยากเกินไปสำหรับคนดู”

ในแง่ของประเด็นในแต่ละตอนก็ยังคงตั้งต้นจากเรื่องที่ทีมสนใจและเกี่ยวข้องกับผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่ประเด็นสังคมหลายอย่าง มันเข้าใจได้ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศ

เช่น หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ซีรีส์ยังคงพูดถึงคือเรื่องการบูลลี่ หรือการรังแกกันในสถาบันต่างๆ ซึ่งจากการรีเสิร์ชพบว่าไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ การบูลลี่ไม่เคยหายไป ตามสถิติกลับเพิ่มขึ้นด้วยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนำซ้ำยังมี social bullying ทางออนไลน์เพิ่มเข้ามาอีกด้วย


‘เบ็คกี้ อาร์มสตรอง’ กับบทบาท ‘แนนโน๊ะ’

ทั้งสองเล่าว่าทางทีมมีการคิดไว้นานมากแล้ว ว่าแนนโน๊ะเป็นตัวละครที่เป็นจิตวิญญาณ และอาจจะมีนักแสดงใหม่มาสวมบทบาท ซึ่งการคัดเลือกนักแสดงใหม่ในเวอร์ชั่นนี้ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดของโปรเจกต์ 

“ตอนเห็นคลิปของเบ็คกี้ เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้พยายามเป็นแนนโน๊ะแบบที่เคยเห็น เขาสร้างแนนโน๊ะจากตัวเขาเอง” คุณเค้กกล่าว “สิ่งที่ทำให้เบ็คกี้โดดเด่นคือความสามารถในการปรับตัวตามสไตล์ของผู้กำกับแต่ละคน”

เบ็คกี้เหมือนแคนวาสที่ผู้กำกับสามารถป้ายสีเพิ่มได้ เหมือนถ้าอยากทำ impressionist ก็ได้ ถ้าอยากทำ pop art ก็ได้ เช่น มีตอนที่ผู้กำกับบอกว่าขอให้ลองเล่นแบบนี้ดูเพิ่มได้ไหม เขาก็สามารถทำได้เลยแบบไม่เหมือนเทคเดิม” คุณเล็กเสริม ผลลัพธ์คือแนนโน๊ะเวอร์ชันใหม่นี้ สามารถเปลี่ยนโทนในแต่ละตอน แต่ยังคงแก่นของตัวละครเดิมเอาไว้ 

“จริงๆ พอดู EP1 แล้วอยากให้ดู EP2 ต่อด้วยเลย เพราะเขาเล่นไม่เหมือนเดิมเลย แล้ว EP3 ก็เป็นอีกคนหนึ่ง แต่แกนกลางยังเป็นแนนโน๊ะอยู่”

ซึ่งนอกจากเบ็คกี้ อาร์มสตรองในบทแนนโน๊ะแล้ว ยังมีนักแสดงรุ่นใหม่อีกมากมายที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในแต่ละอีพี ได้แก่ แซม พฤฒิชัย, แบงค์ ณฐวัฒน์, ออฟโรด กันตภณ, โอเบย์ ปัณณวิชญ์, เจนเย่ เมธิกา, เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา, อเล็กซ์ อเล็กซานเดอร์ และบูม สหรัฐ


Opening Title จากซีซั่นแรกจนซีซั่นนี้

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทีมผู้สร้างให้ความสำคัญมาตลอดของ Girl From Nowhere คือ Opening Title ซึ่งไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสร้างบรรยากาศ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทีมครีเอเตอร์ใช้ ‘ซ่อนคำใบ้’ เกี่ยวกับแนวคิดของซีซั่นนั้นๆ ด้วย

ในซีซั่นแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ชมยังไม่รู้จักตัวละครแนนโน๊ะ ทีมงานจึงตั้งใจสร้างภาพของ ‘เด็กนักเรียนลึกลับ’ ที่ดูมีบางอย่างซ่อนอยู่

“Opening Title เป็นความตั้งใจของ Creator ที่อยากจะ Hint Concept ของโชว์เข้าไป อย่างซีซั่น 1 ด้วยความที่ยังไม่มีคนรู้จักแนนโน๊ะ เราเลยอยากให้รู้สึกว่าเขาเป็น Mysterious School Girl คนหนึ่ง ที่ใส่ชุดนักเรียนสีดำแล้วเหมือนกำลังจะออกไปทำอะไรบางอย่าง”

เมื่อมาถึงซีซั่นสอง ซึ่งมีตัวละครยูริเข้ามาท้าทายแนนโน๊ะ Opening Title ก็เปลี่ยนไปเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสอง 

“ซีซั่น 2 เราได้ตัวละครยูริเข้ามา Challenge แนนโน๊ะ ซึ่งจริงๆ เขาก็เกิดจากแนนโน๊ะนั่นแหละ ใน Opening เราเลย Hint เรื่องที่แนนโน๊ะทำเลือดหยด แล้วเลือดมันกลายเป็นเหมือนดอกไม้ แล้วมันก็ทำให้เกิดอีกชีวิตหนึ่งขึ้นมา”

ส่วนใน Girl From Nowhere: The Reset ทีมงานเลือกตีความตัวละครแนนโน๊ะในมิติที่ซับซ้อนมากขึ้นระหว่างความบริสุทธิ์กับความชั่วร้าย

“สำหรับ Season นี้ เราตีความว่าแนนโน๊ะอาจจะเป็นนางฟ้าในสายตาบางคน หรือเป็นซาตานในสายตาบางคนก็ได้”

แนวคิดนี้จึงถูกแปลออกมาเป็นภาพของ ชุดนักเรียนสีขาวที่ถูกสาดด้วยเลือด ซึ่งเลือดนั้นถูกเปรียบเป็นความชั่วของโลกยุคปัจจุบัน ที่แนนโน๊ะอาจเข้ามามองโลกด้วยมุมมองที่บริสุทธิ์มาก แต่พอเจอความชั่วก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

Opening Title ของซีซั่นนี้จึงค่อยๆ แสดงการเปลี่ยนผ่านของตัวละครจากความเป็นนางฟ้า ไปเป็นซาตาน ซึ่งแนวคิดนี้ก็เห็นได้ตั้งแต่การเปิดตัวโปสเตอร์เซ็ตแรกที่เป็นชุดสีขาวสาดด้วยสีแดง ลามไปถึงในส่วนขององค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ในการโปรโมทอีกด้วย


การเดินทางสู่ผู้ชมทั่วโลก

ซีรีส์ Girl From Nowhere: The Reset จะออกฉายในหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง ช่องวัน31, แอป oneD และ Netflix สำหรับทีมผู้สร้าง นี่จึงเป็นโมเดลที่สร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนแพลตฟอร์มไทย และการเปิดพื้นที่ให้คอนเทนต์เดินทางไปสู่ผู้ชมระดับโลก

“เราก็อยากให้แอปของไทยมีคอนเทนต์ดีๆ ในขณะเดียวกันก็มีช่องทางให้คนทั่วโลกได้ดูด้วย” คุณเล็กกล่าว

นอกจากนี้ยังมีประกาศออกมาแล้วสำหรับ Girl From Nowhere ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น โดยนักแสดง อาริสะ นาคาจิมะ มารับบทเป็นตัวละครแนนโน๊ะ ซึ่งถือว่าเป็นแนนโน๊ะคนที่ 3 แล้ว ทำให้เห็นชัดเจนว่าความเป็นแนนโน๊ะสามารถตีความได้หลากหลาย และมีความเป็นสากลจริงๆ

“น้องนักแสดงที่ญี่ปุ่นก็เป็นอีกแบบ เขาดูแนนโน๊ะตั้งแต่สิบขวบแล้ว และดีใจสุดๆ ที่ได้มารับบทนี้ เขาเป็นเด็กที่น่ารักมากแบบสไตล์ญี่ปุ่นเลย ตอนที่เราได้เห็นเทปแคสติ้งของเขาครั้งแรก ตาเขาแบบเปลี่ยนทันทีเลย ขนลุกมากเลยค่ะ” คุณเล็กกล่าว


ฝากถึงผู้ชมก่อนการ Reset

แม้ทีมผู้สร้างจะไม่อยากเปิดเผยรายละเอียดของแต่ละตอนมากนัก แต่พวกเขายืนยันว่าซีซั่นนี้จะเต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์ แต่ละตอนจะมีโทนและสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และผู้ชมจะได้เห็นแนนโน๊ะในมุมใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“เราอยากบอกคนดูว่าอย่าคาดหวังแนนโน๊ะที่เหมือนเดิม เพราะอาจจะรู้สึกแบบไม่เป็นอย่างที่ใจคิด แต่ว่าถ้าเราเปิดมุมมองของการเสพให้กว้างขึ้น ว่าแนนโน๊ะคนนี้มีมุมสดใหม่ แบบที่บางทีเขาก็เหมือนแมว เหมือนกระต่าย หรือเหมือนเสือ และ Enjoy กับสิ่งนั้นนะคะ ก็จะดูโชว์นี้สนุกขึ้นค่ะ”

การรีเซ็ตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาของซีรีส์ยอดนิยม แต่เป็นการเปิดบทใหม่ของตัวละครที่ยังคงตั้งคำถามกับสังคมอย่างเฉียบคม


เด็กใหม่ The Reset หรือ Girl From Nowhere: The Reset มีทั้งหมด 6 ตอน 6 ประเด็นฉาว สร้างโดยสตูดิโอใหม่ GingerX ในเครือ “เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์” ร่วมกับ SOUR Bangkok ผู้สร้างแนนโน๊ะที่ฝากฝีมือไว้ตั้งแต่ซีซั่นแรก

กำกับโดย 6 ผู้กำกับมากฝีมือ โดยมีสองผู้กำกับจากซีซั่นแรกและซีซั่น 2 นั่นก็คือ โดม สิทธิศิริ มงคลศิริ (แสงกระสือภาคแรก, Hunger) และ ไพรัช คุ้มวัน (ดอกเตอร์ไคลแมกซ์) เสริมด้วยผู้กำกับใหม่ของจักรวาลนี้ ได้แก่ โอ ปัฏฐา ทองปาน (Enigma) , กานต์ ศิวโรจณ์ คงสกุล (สืบสันดาน), เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ (อังคารคลุมโปง, ฮาลาบาลา) และ วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์ (เธอฟอร์แคช)

สามารถรับชมซีรีส์ เด็กใหม่ Girl From Nowhere: The Reset เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคมนี้ ทางทีวี ช่องวัน 31 ดูย้อนหลังแบบ UNCUT ได้ทางแอป oneD และอีกช่องทางที่ Netflix

#GirlFromNowhereTheReset #เด็กใหม่ #เด็กใหม่TheReset #แนนโน๊ะ #NANNO #ช่องวัน31 #oneD #GingerxStudio #SOURBangkok

Show CommentsClose Comments

Leave a comment

© 2021 Art of. All rights reserved.

  083-138-5607
contact@artofth.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save