ช่องว่างแห่งความไพเราะ ‘f-Holes’ ลวดลายที่มากกว่าความงดงามจากเปลือกส้ม
เครื่องดนตรีถูกพัฒนาควบคู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาอย่างยาวนานนับพันนับหมื่นปี บางอย่างสูญหาย บางชิ้นเห็นได้แค่ในพิพิธภัณฑ์ บางตัวถูกพัฒนาปรับตัวไปตามกาลเวลาและยังคงนิยมเล่นจนมาถึงยุคปัจจุบัน เช่น ‘กลุ่มเครื่องสาย’ ที่เราคุ้นตาไล่ตั้งแต่ ไวโอลิน, เชลโล, กีตาร์
ซึ่งนอกจากไม้รูปทรงโค้งเว้า มีหนึ่งในเอกลักษณ์ที่เราเห็นอยู่เสมอก็คือ ‘ช่องเปิด’ ที่อยู่บนเครื่องดนตรีเหล่านั้น ทั้งรูที่เป็นวงกลมขนาดใหญ่ และรูหน้าตาอ่อนช้อยเหมือนการตวัดเขียนตัวอักษร ‘f’ ขนาบอยู่หน้าลำตัว ซึ่งมีชื่อเรียกที่สุดจะตรงไปตรงมาอยู่ว่า ‘f-Holes’


วันนี้ Art of กลับมากับซีรีส์คอนเทนต์ ‘Design A – Z’ ในตัวอักษร F กับเรื่องราวการกำเนิดของรายละเอียดเล็กๆ การออกแบบสุดคลาสสิคที่เป็นมากกว่าความสวยงาม ซึ่งอยู่คู่กับเหล่าเครื่องสายมาอย่างยาวนาน อย่าง ‘f-Holes’ กัน !
ถือกำเนิดเพื่อความไพเราะ ลวดลายที่มากกว่าแค่ความสวยงาม
ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่าช่องเสียง f-Holes เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่จากเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดที่มีช่องเสียงแบบนี้ พบว่ามันถูกสร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 โดยเหล่าช่างทำไวโอลินชาวอิตาลี Andrea Amati, Gasparo do Salo และ Pietro Zanetto


ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีช่องเสียงรูปตัว f นั้นเราเคยมีช่องเสียงรูปตัว C ตัว D ครึ่งวงกลม และวงกลมซึ่งวางขนาบด้านข้างเหมือนพวกไวโอลินไม่ได้อยู่ตรงกลางเหมือนกีตาร์โปร่งแบบที่เราคุ้นกัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างแบบใดก็ตามมันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เสียงที่ก้องกังวาลอยู่ภายในพุ่งออกมาภายนอก เพื่อสร้างเสียงที่ไพเราะมีมิติมากขึ้น ทำให้หน้าตาของเครื่องดนตรีน่าสนใจยิ่งขึ้น และเป็นการบ่งบอกสไตล์ของช่างทำเครื่องดนตรี

นอกเหนือจากหน้าที่เป็นหน้าต่างให้เสียงผ่านแล้ว ช่องเปิดนั้นยังช่วยให้อากาศไหลเวียนภายในเครื่องดนตรีได้ดีขึ้นทำหน้าที่ปรับสมดุลอุณหภูมิภายใน-ภายนอก และรักษาสมดุลความชื้นช่วยป้องกันไม่ให้ไม้แตก โก่ง หรือ บิดงอ จากสภาพอากาศรอบๆ ที่เปลี่ยนไปอีกด้วย
‘เส้นขอบ’ ความลับของเสียงที่ไพเราะ จากความพยายามเพื่อเสียงที่ดีที่สุด
ในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเพื่อการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน เหล่าช่างไวโอลินใช้การลองผิดลองถูกเพื่อหารูปร่างที่เหมาะสมมาอย่างยาวนาน จนพวกเขาได้พบว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างช่องเสียงนั้นไม่ใช่ขนาด แต่คือ ‘เส้นขอบ’ มากกว่า

พวกเขาพบว่าความยาวของขอบช่องเสียงนั้นส่งผลต่อเสียงมากกว่าขนาด และความลึกของช่องเปิด จนนำมาสู่โจทย์ที่ว่า “จะเพิ่มความยาวขอบให้กับช่องเสียงในพื้นที่จำกัดให้ได้มากที่สุดอย่างไร ?” ซึ่งจากการค้นหาคำตอบนี้เองก็นำมาสู่การสร้างสรรค์ f-Holes ขึ้นมาในที่สุด
ภายหลังเรื่องนี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ในปี 2015 โดยทีมจาก MIT แล้วว่าเป็นเรื่องจริง โดยพบว่าการไหลเวียนของอากาศที่ขอบของช่องเสียงนั้นมีอัตราที่สูงกว่าส่วนอื่นมาก ในขณะที่ความลึกของช่องเสียงนั้นพบว่ายิ่งลึกเสียงยิ่งผ่านไปได้น้อยลง ซึ่งหมายความว่าขนาดของช่องนั้นไม่ได้ส่งผลต่อระดับของเสียงแต่ความยาวขอบของช่องเสียงต่างหากที่ส่งผลต่อการสั่นพ้องของเสียงอย่างแท้จริง
จาก ‘เปลือกส้ม’ สู่ความงดงามบนเครื่องสาย
ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าเหล่าช่างไวโอลินในยุคนั้นพยายามที่จะเพิ่มความยาวของช่องเสียง แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใคร และทำไมช่างคนหนึ่งถึงเริ่มทำช่องเสียงหน้าตาแบบ f-Holes ขึ้นมา
ซึ่งก็มีทฤษฏีหนึ่งที่น่าสนใจว่าเจ้ารูเปิดรูปร่างคล้ายตัว f นี้มาจากครอบครัว Amati ตระกูลช่างทำไวโอลินโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘เปลือกส้ม’ ที่แกะออกมาเป็นชิ้นเดียวแล้วเอามาคลี่ออก ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัว S นั่นทำให้มันถูกเรียกว่า ‘S-holes’ มาก่อนในช่วงแรก

จนกระทั่งต่อมาก็ได้มีการเพิ่มรอยบากเล็กๆ ทั้งสองข้างเพื่อระบุตำแหน่งที่เหมาะสมในการวางบริดจ์ หรือที่บ้านเราเรียกว่า ‘หย่อง’ (แผ่นไม้โค้งๆ ที่รองสายไวโอลินซึ่งมีหน้าที่ส่งแรงสั่นสะเทือนจากสายเข้าไปที่ตัวไวโอลิน) จนทำให้มันมีหน้าตาคล้ายตัว f และกลายเป็นชื่อเรียกในเวลาต่อมา

โดยช่องเสียง F-Holes ในยุคแรกจะมีลักษณะสั้น และกว้าง ก่อนที่จะถูกพัฒนาเรื่อยมาจนถึงยุคศตวรรษที่ 17 เจ้าช่องเสียงนี้ก็ได้ถูกพัฒนาจนเกือบสมบูรณ์โดยมีรูปร่างที่เรียวยาว และแคบใกล้เคียงกับแบบที่เราคุ้นตา ซึ่งมันสามารถประหยัดการใช้พื้นที่บนตัวไวโอลินแต่ยังคงสร้างโทนเสียงที่เหมาะสมที่สุดได้ จนกลายมาเป็นรูปทรงของช่องเสียงมาตรฐานนับตั้งแต่นั้นจนมาถึงปัจจุบัน
จิตวิญญาณแห่งไวโอลินในร่างกีตาร์
กีตาร์แบบที่มี F-Holes นั้นถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่มากหากเทียบกับช่วงเวลาที่มันถูกคิดค้นขึ้นเพราะกว่ามันจะถูกใช้บนตัวกีตาร์ก็ปาเข้าไปในช่วงปี 1920 แล้ว
อาจเพราะว่ากีตาร์นั้นถูกพัฒนาผ่านการเล่นในพื้นที่เปิดมาก่อนทำให้ช่องเสียงกลมๆ ที่ให้เสียงพุ่งออกมาได้ดีกว่า ก้องกังวาลกว่า มีความเหมาะสมกับบริบทการเล่นมากกว่า แตกต่างจาก f-Holes ที่ให้เสียงที่คม และชัด เน้นช่วงกลาง ถึงแหลมสูง สามารถดังตัดออกมาจากเสียงเครื่องเล่นอื่นๆ จากการเล่นกับวงขนาดใหญ่ได้

โดยจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ Gibson L-5 กีตาร์โปร่งฝีมือของ Lloyd Loar นักออกแบบ และวิศวกรจากบริษัทผลิตกีตาร์ชื่อดัง Gibson ที่เริ่มทำกีตาร์โปร่งแบบ Arch Top ที่มีไม้หน้านูนขึ้นมาแบบไวโอลินแทนที่จะเป็นแบนเรียบเหมือนที่เราเห็นบนตัวกีตาร์ทั่วไป
โดยเลือกใช้ช่องเสียง f-Holes เพราะคิดว่ามันสามารถทำให้ไม้หน้าสั่นได้อย่างอิสระมากกว่า และน่าจะให้เสียงได้คมชัดมากขึ้นโดยเลียนแบบหลักการเดียวกับเสียงที่เกิดขึ้นจากไวโอลิน
การพยายามปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่
การถือกำเนิดของกีตาร์ไฟฟ้าทำให้เสียงของกีตาร์ถูกส่งผ่านตัวรับสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งไปขยายเสียงที่ตัวลำโพง ทำให้กีตาร์ไฟฟ้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีตัวบอดี้ที่กลวงใหญ่ และรูกลมด้านหน้า หรือ F-holes ใดๆ เพื่อขยายและสะท้อนเสียงออกมาอีกต่อไป คำถามก็คือ “แล้วถ้ากีตาร์ไฟฟ้ามีช่องเสียงล่ะจะเป็นยังไง ?”

กีตาร์ไฟฟ้าที่มีช่องเสียงบนตัวไม่ว่าจะเป็นวงกลมแบบกีตาร์โปร่ง หรือ F-Holes แบบกีตาร์ Arch Top ไม่ว่าจะเป็นแบบใดมันก็มักจะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องเสียง Feedback หรือ ที่เรียกง่ายๆ ว่า ‘เสียงหอน’ ทั้งนี้ก็เพราะคลื่นเสียงที่ออกมาจากลำโพงเวลาเราเล่นทำให้ตัวกีตาร์ และอากาศข้างในสั่น แล้วแรงนั้นก็ส่งไปที่สายแล้วก็ถูกรับสัญญาณเข้าไปวนซ้ำไปมา ทำให้อากาศภายใน และรอบตัวกีตาร์สั่นเกินกว่าที่ควรจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจะเห็นนักดนตรีที่เล่นกีตาร์พวกที่มีช่องเสียงเวลาเล่นสดมักจะไม่ยืนอยู่หน้าลำโพง หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็จะมีการนำแผ่นมาปิดช่องเสียงเพื่อลดคลื่นที่ออกมาจากลำโพงทะลุผ่านตัวกีตาร์มาถูกสาย และซับแรงสั่นสะเทือนของไม้หน้ากีตาร์เพื่อตัดวงจรเสียงหอนนี้ลงนั่นเอง
หลอมรวมเข้ากับดนตรีแจ๊ส เอกลักษณ์แห่งเสียงที่ทดแทนกันไม่ได้
ซึ่งถ้ามันจะมีปัญหาขนาดนั้น ทำไมเรายังเห็นกีตาร์โปร่งที่มีภาคไฟฟ้า หรือกีตาร์ไฟฟ้าที่มี F-Holes กันล่ะ ? คำตอบก็ง่ายมากนั่นก็เพราะเอกลักษณ์ของเสียงที่ไม่สามารถทำได้จากกีตาร์ตัวตันแบบ Solid Body นั่นเอง เพราะลักษณะของช่องเสียงนั้นมีผลต่อเสียงโดยตรง ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม
ด้วยเสียงที่มาจากแรงสั่นจากสายส่งผ่านไปที่หย่อง และไม้หน้า ทำให้ขนาด และรูปทรงของช่องเสียงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดการขยับของไม้ ทำให้ตัวกีตาร์ และมวลอากาศที่อยู่ภายในสั่นไหวไม่เหมือนกัน นำมาซึ่งเอกลักษณ์ของเสียงที่ต่างกัน

แล้วเพื่อสิ่งนั้นเหล่าช่างทำกีตาร์จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเรื่องเสียงหอนให้ได้ โดยพวกเขาได้พัฒนาเทคนิคต่างๆ เพื่อลดการสั่นของหน้าไม้ลง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความหนาของไม้ การวางโครงสร้างไม้ไว้ด้านใน (Bracing) ไปจนถึงวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือการใส่ ‘บล็อกไม้ตัน’ ไว้ตรงกลางเพื่อยึดไม้หน้า – ไม้หลังเข้าด้วยกัน เพราะมันช่วยให้หน้าไม้นิ่งขึ้น และลดความกลวงของตัวกีตาร์ลง ซึ่งเราเรียกกีตาร์แบบนี้ในเวลาต่อมาว่า Semi-Hollow Body นั่นเอง
ในปี 1936 Gibson ES-150 เป็นกีตาร์ไฟฟ้า Arch Top Hollow Body รุ่นแรกที่ใช้ F-Holes ได้ออกวางขาย ด้วยลักษณะเสียงที่ เด้ง คม กระชับ มีความโปร่ง ไม่ทึบหนักเหมือนพวกกีตาร์ไฟฟ้าไม้ตัน ทำให้กีตาร์ตระกูล ES ของ Gibson กลายเป็นที่นิยมของเหล่านักดนตรีแจ๊สตั้งแต่นั้นมา และได้เป็นรากฐานของการสร้างกีตาร์แบบ Hollow Body และ Semi Hollow Body มาจนถึงปัจจุบัน

