25Views
จากเถ้าถ่าน สู่ Big Ben หอนาฬิกาเหนือกาลเวลา
บนโลกนี้ คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก ‘หอนาฬิกา Big Ben’ ที่เรียกได้ว่าเป็นนาฬิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลอนดอน ไปจนถึงประเทศอังกฤษ โดย Big Ben ปรากฏในสื่อต่างๆ มากมาย ทั้งในซีรีส์ ภาพยนตร์ หนังสือ ไปจนถึงในงานศิลปะระดับโลกด้วย
และกว่าจะมาเป็น Big Ben ในทุกวันนี้ ก็มีเบื้องหลังงานออกแบบ และก่อสร้างมากมาย ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ละเอียดพิถีพิถันตั้งแต่เมื่อ 160 ปีก่อน มาดูกันว่ามีเรื่องราวของ Big Ben มีที่มาอย่างไรบ้าง
จากเถ้าถ่านสู่สถาปัตยกรรมนีโอโกธิค

ก่อนจะกล่าวถึง Big Ben ก็ต้องกล่าวถึงพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Palace of Westminster) สถานที่นี้เป็นที่ตั้งของรัฐสภามากว่า 470 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1547 จนปัจจุบัน แต่เมื่อปี ค.ศ. 1834 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอน ทำให้พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ได้เสียหายเกือบทั้งหมด

จากนั้นจึงต้องมีการประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ขึ้น โดยสถาปนิกชื่อ ชาร์ลส์ แบร์รี่ (Charles Barry) เป็นผู้ชนะการประกวดแบบ และเขาก็ได้ชวนสถาปนิกอีกคนคือ ออกัสตัส พูจิน (Augustus Pugin) มาร่วมออกแบบด้วย
ในที่สุดอาคารใหม่นี้ก็ถูกออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมแบบ ‘นีโอโกธิค (Neo-Gothic)’ หรือ ซึ่งเป็นนำองค์ประกอบหลักจากโกธิกยุคกลางมาใช้เช่น ซุ้มโค้งแหลม ความสูงชะลูด แต่ก็มีการปรับวัสดุและการก่อสร้างให้เหมาะกับสมัยใหม่
‘ออกัสตัส พูจิน‘ สถาปนิกเบื้องหลังหอนาฬิกาสุดยิ่งใหญ่


หอนาฬิกาเป็นส่วนหนึ่งของอาคารรัฐสภานี้ และในทีแรกก็ไม่ได้มีขนาดสูงใหญ่เท่าที่เห็นในปัจจุบัน แต่ พูจินก็ได้ออกแบบต่อยอดจากแบบเดิมของแบร์รี่ โดยเพิ่มขนาดจนหอนี้มีความสูงถึง 96 เมตร หรือเท่ากับตึก 11 ชั้น และเพิ่มรายละเอียด เช่น ลวดลายที่สะท้อนความเป็นสหราชอาณาจักร คือ ดอกกุหลาบ (อังกฤษ), ดอกทิสเซิล (สกอตแลนด์), ต้นหอมฝรั่ง (เวลส์) และใบแชมร็อก (ไอร์แลนด์เหนือ)

ส่วนตัวนาฬิกา ก็มีเข็มชั่วโมงยาวถึง 6.9 เมตร ทำจากบรอนซ์ปืน หน้าปัดมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 7 เมตร ทำจากแก้วโอปอล น่าเสียดายที่พูจินไม่เคยมีโอกาสได้เห็นวันที่หอนาฬิกานี้สร้างเสร็จ เขาเสียชีวิตก่อนที่นาฬิกาจะเดินครั้งแรกเพียง 7 ปี
โดยเขาได้เขียนไว้ในแบบก่อสร้างไว้ว่า
“ฉันไม่เคยทำงานหนักขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิตนี้ แด่แบร์รี่ แด่วันพรุ่งนี้ ฉันวาดแบบทั้งหมดของนาฬิกานี้ไว้แล้ว มันสวยเหลือเกิน”
“I never worked so hard in my life, for Mr Barry, for tomorrow, I render all the designs for finishing his bell tower and it is beautiful.”
ชื่อ Big Ben มาจากไหน

ถึงแม้คนจะรู้จักหอนาฬิกานี้ในชื่อ ‘Big Ben’ แต่จริงๆ แล้วตัวหออาคารสูงนี้ถูกตั้งชื่อว่า ‘Elizabeth Tower’ เมื่อปี 2012 ตัวนาฬิกาชื่อว่า ‘Big Ben’ และระฆังเรียกว่า ‘The Great Bell’ นั่นเอง

ส่วนชื่อ ‘Big Ben’ ชื่อเล่นที่ใช้เรียกมาตั้งแต่แรกจนกลายเป็นชื่อติดปากนั้น ว่ากันว่ามีที่มาจากชื่อ Sir Benjamin Hall ที่เป็นผู้ดูแลการติดตั้งระฆัง ซึ่งเป็นชายที่มีขนาดตัวสูงใหญ่ จึงรวมกันเป็นชื่อ Big Ben นั่นเอง
นาฬิกาที่ตรงที่สุดในโลก

ก่อนที่จะมีนาฬิกาที่เที่ยงตรง ในอังกฤษนั้นดูเวลาจากเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน ทำให้เวลาคลาดเคลื่อนมาก โดยแต่เริ่มแรกก็มีการติดตั้งด้วยวิธีที่แม่นยำ ออกแบบโดย Edmund Beckett Denison ที่มีความแม่นยำสูงมากโดยคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 วินาทีต่อวัน และใช้วิธีปรับความเร็วลูกตุ้มนาฬิกาด้วยเหรียญเพนนี โดยการเพิ่ม 1 เหรียญจะทำให้นาฬิกาเดินเร็วขึ้น 0.4 วินาทีต่อวัน
การปรับกลไกนาฬิกา ระฆัง และค้อนอย่างซับซ้อน ทำให้นาฬิกาได้เริ่มเดินจริงหลังตัวอาคารสร้างเสร็จหลายปี แต่ถึงจะพยายามให้นาฬิกาเดินตรงแค่ไหน สุดท้ายก็มีหลายครั้งในประวัติศาสตร์เช่นกันที่ Big Ben มีการเดินเวลาคลาดเคลื่อน ทำให้ต้องมีการปรับปรุงติดตั้งใหม่ด้วย
Big Ben ใน Pop Culture และงานศิลปะ


Big Ben กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไอคอนิกอย่างมากของลอนดอน เช่น ไม่ว่าจะเห็นในภาพยนตร์เรื่องไหน ก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าฉากนี้เกิดขึ้นที่เมืองลอนดอน เช่น ปีเตอร์ แพน, แมรี่ ปอปปินส์, แฮร์รี่ พอตเตอร์, 28 Days Later รวมถึงในภาพยนตร์และสื่ออื่นๆ

ส่วนในด้านงานศิลปะภาพวาดก็มีปรากฏอยู่มากมาย เช่นในภาพชุด The Houses of Parliament โดย Claude Monet
การบูรณะครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 21

หลังจากที่นาฬิกาเดินมา 160 ปี ก็ต้องหยุดเดินไปถึง 5 ปี ในปี ค.ศ. 2017 – 2022 เพื่อการบูรณะครั้งใหญ่และซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากตัวกลไกด้านในต้องมีการซ่อมแซม
และยังเป็นการปรับคืนสีให้เป็นสีที่นักอนุรักษ์พบว่าเป็นสีดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่ด้วย คือสีน้ำเงินปรัสเซียน และสีทอง รวมถึงสีสัญลักษณ์ทั้งสี่ของอังกฤษ ก็กลับไปเป็นสีสันต่างๆ

ปัจจุบัน หากใครอยากไปเยี่ยมชมอาคารหอนาฬิกาอย่างใกล้ชิด ก็สามารถจองเข้าชมได้ โดยต้องเดินขึ้นบันไดวน 334 ขั้น จึงจะถึงระฆัง The Great Bell และยังจะได้ฟังเสียงตีบอกเวลาช้่วโมงอย่างใกล้ชิดด้วย
