Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

การออกแบบคอสตูมของซีรีส์ฟอร์มยักษ์​ ‘หงสาวดี’

‘หงสาวดี’ ซีรีส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ ‘ไทย-พม่า’ ในช่วงสำคัญ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ภายใต้การนำของ ‘พระเจ้าบุเรงนอง’ แห่งหงสาวดี ความสัมพันธ์ของ ‘มังจีชวา’ (นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) พระมหาอุปราชฝั่งพม่า และ ‘พระนเรศวร’ (ตรี ภรภัทร ศรีขจรเดชา) กษัตริย์นักรบแห่งอยุธยา ตั้งแต่การถูกเชิญไปเป็นองค์ประกัน นำไปสู่จุดจบในสงครามยุทธหัตถี

เรื่องราวสะท้อน ‘ความเป็นมนุษย์’ ของตัวละครที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความสัมพันธ์ของ ‘พิษณุโลก’ และ ‘อโยธยา’ ผ่านเครือข่ายของราชวงศ์ เกมการเมืองภายในเครือญาติ ‘ราชวงศ์ตองอู’ ของฝั่งพม่า และการมีบทบาทของ ‘เจ้านายสตรี’ ได้อย่างมีมิติ ทรงพลัง และแตกต่างจากภาพจำในสื่อคลาสสิกที่เราเคยดูกัน

สานต่อความยิ่งใหญ่จาก ‘แม่หยัว – The Empress of Ayodhaya’ ผ่านงานกำกับศิลป์สุดอลังการ การออกแบบเครื่องแต่งกายสุดวิจิตร สอดแทรกไปด้วยแรงบันดาลใจจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับการตีความตัวละครทั้งฝั่งอยุธยาและหงสาวดี งานฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก รวมไปถึงการออกแบบเสื้อผ้าของตัวละคร ถูกออกแบบให้มีความใกล้เคียงทั้งรูปแบบและบรรยากาศของอดีต เราจะพาไปเจาะลึกงานออกแบบของงานคอสตูมเรื่องนี้นี้กัน 

___

อโยธยา — แรงบันดาลใจจากกรุสมบัติ 

เรื่องราวของฝั่งอโยธยาในซีรีส์ เล่าเรื่องการขึ้นมาสู่อำนาจของ ‘ราชวงศ์พระร่วง’ จากเมืองพิษณุโลก เข้ามาแทนที่ ‘ราชวงศ์สุพรรณภูมิ’ ซึ่งมีอำนาจอยู่เดิม ผ่านครอบครัวที่เกิดจากการแต่งงานของสองราชวงศ์ ได้แก่ ‘พระมหาธรรมราชา’ (ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ) จากฝั่งราชวงศ์พระร่วง และ ‘พระวิสุทธิกษัตรีย์’ (อ้อม พิยดา จุฑารัตนกุล) ผู้เป็นพระราชธิดาของพระสุริโยทัย จากฝั่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ พระราชบุตร ได้แก่ ‘พระสุพรรณกัลยา’ (วิว วรรณรท สนธิไชย) และ ‘พระนเรศวร’ ในฐานะองค์ประกัน กับบทบาทใหม่ที่คอยสืบราชการลับจากใจกลางนครหงสาวดีให้กับฝั่งอโยธยา

เครื่องแต่งกายในพระราชพิธี

เครื่องแต่งกายของฝั่งอยุธยา เน้นงานออกแบบที่ถูกต้องและตรงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เครื่องแต่งกายของกษัตริย์อยุธยาที่ออกแบบอย่างวิจิตรบรรจง อย่าง ‘พระนเรศวร’ และ ‘พระมหาธรรมราชา’ เสื้อแขนกระบอกตัดขึ้นจากผ้าไหมหรือผ้าแพรจีน นุ่งโจงกระเบนจากผ้าลายอย่างหรือผ้าพิมพ์จากอินเดีย มีผ้าคาดเอว ทรงเครื่องประดับ ได้แก่ สังวาล และปั้นเหน่ง (เข็มขัด) อาจมีกรองศอ (แผงรอบคอ) และทับทรวง (สร้อยคอระดับอก) ทรงในงานพระราชพิธีสำคัญ อย่างในฉากของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

งานออกแบบเครื่องประดับที่มากมายเหล่านี้ ล้วนมีหลักฐานมาจากงานจิตรกรรมสมัยอยุธยา อย่างจิตรกรรมฝาผนัง หรือสมุดภาพไตรภูมิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องทองที่ค้นพบใน ‘กรุวัดราชบูรณะ’ วัดสำคัญใจกลางพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เครื่องทองเหล่านี้ล้วนมีอายุกว่า 500 ปี อย่าง ‘กรองศอ’ ซึ่งมีการเลียนแบบลวดลายและเทคนิคการฝังอัญมณีมีค่าลงไปในเครื่องประดับ ซึ่งราชสำนักอยุธยาพัฒนาขึ้นมาจากเทคนิคของราชสำนักจีนและเปอร์เซีย และ ‘ทับทรวง’ ซึ่งใช้เทคนิคทองคำดุนลายก้านขดหน้าสิงห์ งานเครื่องประดับเหล่านี้ ออกแบบได้สวยงามสมจริง ราวกับหลุดออกมาจากกรุสมบัติอยุธยา

นอกจากนี้ยังมี ‘จุลมงกุฎ’ เครื่องประดับทองคำที่ใช้ครอบมวยผม สำหรับเจ้านายผู้ชายในสมัยอยุธยาที่มักไว้ผมยาว ซึ่งได้แรงบันดาลมาจากกรุวัดราชบูรณะเช่นเดียวกัน งานออกแบบเหล่านี้ยกระดับงานออกแบบเครื่องแต่งกายแบบอยุธยา ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่งานสร้างของภาพยนตร์อย่าง ‘สุริโยทัย’ (พ.ศ. 2544) และ ‘แม่หยัว’ (พ.ศ. 2567) ให้มีความสวยงามสมจริง ตรงตามประวัติศาสตร์

เครื่องแต่งกายในยามศึก

สำหรับฝ่ายชายยังมี ‘ชุดเกราะ’ สำหรับฉากสงคราม เราได้เห็น ‘เกราะแบบจีน’ ของพระมหาธรรมราชา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดเกราะสมัยราชวงศ์หมิงอีกครั้ง หลังจากที่ได้เห็นพระไชยราชาธิราช ทรงใน ‘แม่หยัว’ (พ.ศ. 2567) รวมถึง ‘เกราะแบบฝรั่ง’ ของพระนเรศวร ทั้งแบบเกราะหนัง และชุดเกราะโลหะ ซึ่งตีความมาจากเกราะแบบตะวันตก อย่าง ‘โปรตุเกส’ ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อกับอยุธยากว่าร้อยปีก่อนสมัยของพระนเรศวร งานชุดเกราะถือเป็นงานออกแบบสร้างสรรค์ที่ท้าทาย เนื่องจากไม่พบหลักฐานร่วมสมัย ผู้ออกแบบจึงต้องอาศัยบริบททางประวัติศาสตร์แวดล้อมในการตีความ

เครื่องทรงของเจ้านายสตรี

ทีเด็ดอยู่ที่ฝ่ายหญิง ! เครื่องแต่งกายของสตรีในราชสำนักอยุธยา ถูกออกแบบให้อลังการสมฐานะ อย่างศิราภรณ์ ‘เทริดยอดแหลม’ ของ ‘พระวิสุทธิกษัตรีย์’ แรงบันดาลใจจากศิราภรณ์ของเทวรูปพระนางปารวตีสมัยสุโขทัย มงกุฎสวมครอบศีรษะ มีกรอบหน้า ทำจากทองคำดุนลาย ประดับพลอย และมียอดซ้อนชั้น ปรากฎมาก่อนใน ‘แม่หยัว’ (พ.ศ. 2567) เป็นศิราภรณ์ของแม่หยัวศรีสุดาจันทร์ งามตาแตกสมมงขัตติยะนารีแห่งอยุธยา

อีกหนึ่งคือศิราภรณ์ของ ‘พระสุพรรณกัลยา’ นั่นคือ ‘พระมาลาทองคำ’ ซึ่งถอดแบบมาลาพระมาลาในสมัยอยุธยาเช่นกัน โดดเด่นด้วยลายก้านขด และการประดับพลอยสีแดงโดยรอบ รวมถึง ‘เสื้อป้าย’ แขนกระบอก ซึ่งถอดแบบมาจาก ‘ประติมากรรมสตรี’ สมัยอยุธยา ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Musée Guimet) กรุงปารีส ร่วมกับหลักฐานจิตรกรรม ถือเป็นงานออกแบบที่ตีความจากหลักฐานใหม่ ๆ จากโบราณวัตถุ มาสู่งานเครื่องแต่งกายที่สวมใส่ได้จริง

___

หงสาวดี — ตีความจากหลักฐาน 

เรื่องราวของฝั่งหงสาวดีก็ซับซ้อนไม่แพ้กัน การตีความความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘ราชวงศ์ตองอู’ ของ ‘พระเจ้าบุเรงนอง’ (นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช) รุ่นลูก ได้แก่ ‘พระเจ้านันทบุเรง’ (ชาย ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) และรุ่นหลาน ได้แก่ ‘มังจีชวา’ พระโอรสองค์โตในฐานะพระมหาอุปราชา และ ‘มังแยจอชวา’ (โอเบย์ ปัณณวิชญ์ สิริเกียรติวาณิชย์) พระโอรสองค์รอง เราจะเห็นความชิงดีชิงเด่นของสมาชิกราชวงศ์ เกมการเมืองและอำนาจ รวมถึงความรัก บทบาทของสตรีอย่าง ‘พระนางราชธาตุกัลยา’ (ฐิสา วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร) และ ‘พระนางนัตซีนแมดอ’ (ผิงผิง ณิชา ปิยะวัฒนานนท์) ในฐานะชายาของมังจีชวา

หลักฐานฝั่งพม่าในสมัยราชวงศ์ตองอูมีค่อนข้างน้อย ความสั่นคลอนที่เกิดขึ้นหลังรัชกาลของพระเจ้าบุเรงนอง ที่นำไปสู่การล่มสลายของนครหงสาวดีในสมัยพระเจ้านันทบุเรง ทำให้การออกแบบเครื่องแต่งกาย รวมถึงงานกำกับศิลป์อื่น ๆ ต้องอาศัยหลักฐานอ้างอิงของศิลปะจากอยุคอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะสมัย ‘ราชวงศ์คองบอง’ หลังยุคหงสาวดี ซึ่งร่วมสมัยกับช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา และต้นรัตนโกสินทร์ ยังหลงเหลือหลักฐานที่เป็นเครื่องแต่งกายของราชวงศ์ พระราชวัง รวมถึงภาพถ่ายต่าง ๆ ที่อ้างอิงได้

เครื่องแต่งกายของกษัตริย์

เครื่องแต่งกายที่อลังการที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นเครื่องแต่งกายของกษัตริย์ อย่าง ‘พระเจ้าบุเรงนอง’ และ ‘พระเจ้านันทบุเรง’ ในฉากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เครื่องแต่งกายของกษัตริย์พม่าโดยมาก ยังคงได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์อย่าง ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ (พ.ศ. 2550–2558) ศิราภรณ์ทรงสูง ประดับด้วย ‘ซินทอง’ หรือกาบทองคำโดยรอบ ทรง ‘เสื้อกาบคำ’ เสื้อแขนยาวผ่าหน้า มีเชิงงอนอย่างจิตรกรรม เพื่อให้ชายเสื้อและปลายแขนคงรูปงอนงามอยู่ได้ ช่างสมัยก่อนจะใช้โครงลวดหรือการอัดผ้าแข็งพิเศษประกอบไว้ภายใน

จุดเด่นที่พิเศษ คือ ‘สังวาล’ หรือ ‘สะลวย’ ซึ่งเป็นสังวาลชุดใหญ่อย่างกษัตริย์พม่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสังวาลที่เป็นเครื่องทรงของกษัตริย์พม่าสมัยคองบอง ปรากฎในภาพถ่ายของ ‘พระเจ้าธีบอ’ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรพม่า ลักษณะเป็นสังวาลหลายเส้นสานไขว้กัน สำหรับพระมหากษัตริย์คือ 24 เส้น สื่อถึงฐานสูงที่สุด มีตาบประดับบริเวณจุดตัดของสังวาลแต่ละชุด ทำจากจากทองคำดุนลายประดับพลอย ต่างจากสังวาลคู่ซึ่งปรากฎให้เห็นชินตาในงานสื่ออื่น ๆ

การแต่งกายของชายในราชสำนัก

อีกหนึ่งจุดเด่นของเครื่องแต่งกายฝั่งชาย ก็คือ ‘ผ้าโพกหัว’ หรือ ‘กองบอง’ ถือเป็นเอกลักษณ์และสะท้อนถึงวัฒนธรรมพม่าอย่างชัดเจน คำว่า ‘กอง’ แปลว่า ศีรษะ และ ‘บอง’ แปลว่า สวมใส่หรือโพก เป็นการนำผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายผืนยาวมาพันรอบศีรษะด้วยมือ ใช้ในการเก็บซ่อนมวยผม มีปมหรือชายผ้าที่ปล่อยให้ยื่นออกมาทางด้านข้าง (มักจะเป็นด้านขวา) เรียกว่า ‘นัตขัด’ ซึ่งชายผ้านี้จะมีความพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว ในซีรีส์นำเสนอได้อย่างสวยงาม เห็นถึงลวดลายและเนื้อผ้าที่แตกต่างกันไปตามฐานะของผู้สวมใส่ รวมถึงสีสันที่พิเศษตามลักษณะของตัวละคร

อย่างตัวละคร ‘มังแยจอชวา’ พระโอรสองค์รองของพระเจ้านันทบุเรง ถูกออกแบบให้มีความแซ่บ ผ่านลักษณะบุคลิกและนิสัย รวมถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ซึ่งมักจะมีสีสันสดใสฉูดฉาดกว่าตัวละครอื่น สังเกตจากสีของ ‘กองบอง’ ผ้าโพกหรือผ้านุ่ง รวมถึงฉลองพระองค์ในฉาก ‘พระราชพิธีเจาพระกรรณ’ หรือเจาะหู ซึ่งแทนการเปลี่ยนผ่านสู่วัยผู้ใหญ่ของชาวพม่า ‘เสื้อกาบคำ’ สีขาวปัก ดิ้นเงิน โดดเด่นออกมาจากฉากท้องพระโรงสีทอง ปล่อยพระเกศายาว ทรงชุดสังวาล แผงคอ นุ่งผ้าไหมอินเดีย และทรงฉลองพระบาทเชิงงอน อลังการสมฐานะพระราชวงศ์ ในขณะเดียวกันให้ความรู้สึกแปลกใหม่ร่วมสมัย ถือเป็นการตีความผ่านการออกแบบที่เฉียบคมมาก 

การแต่งกายของเจ้านายฝ่ายหญิงแห่งหงสาวดี

ฝ่ายหญิงก็ไม่แพ้กัน เครื่องแต่งกายของ ‘พระนางราชธาตุกัลยา’ (ฐิสา วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร) แสดงลักษณะของสตรีพม่าชั้นสูง สวมผ้าซิ่นยาวระดับอก สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวที่มีความโปร่งเบา มีผ้าคลุมไหล่พาดเฉียงทับบนเสื้อ ปล่อยชายผ้าให้ยาวลากพื้น ทรงผมเกล้ามวยสูงแบบเจ้านายสตรีของพม่า ประดับ ‘ดอกไม้ไหว’ และ ‘ปิ่นกลม’ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของพระนาง ซึ่งทำจากทองคำดุนลายประดับพลอย โดยผู้ออกแบบตีความจากจิตรกรรมฝาผนังสมัยยองยาน ซึ่งเกิดขึ้นหลังราชวงศ์ตองอูของพระเจ้าบุเรงนอง ประดับอยู่บนบวนมวยผมซึ่งทำเป็นวงโค้งสูง

อีกหนึ่งชุดที่เป็นกระแส นั่นคือ ชุดของ ‘พระนางนัตซีนแมดอ’ (ผิงผิง ณิชา ปิยะวัฒนานนท์) แสดงลักษณะของสตรีพม่าชั้นสูงเช่นกัน ด้วยผ้าซิ่นยาวระดับอก ผ้าคลุมไหล่พาดเฉียงปล่อยชายผ้าให้ยาวลากพื้น โดดเด่นด้วยสีสันสดใสฉูดฉาด ไม่แพ้ความแซ่บของตัวละคร อีกอย่างคือทรงผมที่สะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นผมยาวแบบสตรีพม่า หรือ ผมทรงมวยสูงที่ประดิษฐ์เป็นรูปทรงต่าง ๆ แรงบันดาลใจมาจาก ‘ทรงแบบราชสำนัก 55 แบบ’ ซึ่งใช้ในพม่าสมัยอังวะ สืบเนื่องมายังสมัยคองบอง แต่ละทรงจะมีชื่อเรียกเฉพาะ ตามรูปแบบที่ได้แรงบันดาลใจมา เช่น ดอกบัว เกลียวคลื่น หรือ งวงช้าง โดยจะประดับกับเครื่องประดับทองคำ และดอกไม้ไหว

ไม่บ่อยนักที่จะมีซีรีส์ประวัติศาสตร์ที่เน้นเรื่องราวในต่างดินแดน ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เห็นภาพวัฒนธรรมที่แตกต่าง เป็นอีกรสชาติในการเสพละคร

___

เขียน: ปฐมฤกษ์ วงศ์แสงขำ (Pradhom)

#Artofth #Artof #หงสาวดี

© 2021 Art of. All rights reserved.

  083-138-5607
contact@artofth.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save