ทำความรู้จัก Olfactory Art ศิลปะที่เสพด้วยการดม
เคยไหมที่ได้กลิ่นข้าวสวยหลังหุงเสร็จแล้วย้อนคิดถึงบ้านเก่าในวัยเด็ก กลิ่นสบู่อาบน้ำที่ทำให้นึกถึงแม่ หรือแม้แต่กลิ่นผ้าผึ่งแดดที่ทำให้หวนนึกถึงเช้าวันเสาร์
ในภาษาฝรั่งเศสมีวลีที่ว่า ‘Madeleine de Proust’ ซึ่งกล่าวถึงการที่เราได้สัมผัสกลิ่นหรือรสชาติของสิ่งใดก็ตาม อันทำให้หวนคิดถึงความทรงจำในช่วงวัยหนึ่ง ดังนั้นจึงแปลว่ากลิ่นสามารถเชื่อมโยงมนุษย์กับความทรงจำและความรู้สึกนึกคิดได้โดยตรง
นำมาสู่การตั้งคำถามที่ว่า หากที่ผ่านมาเราใช้เพียงดวงตาเพ่งมองงานศิลปะจากระยะไกล ทั้งภาพในกรอบรูป หรือแม้แต่สิ่งของที่ถูกจัดวางในตู้กระจก แล้วจะเป็นอย่างไรหากเราจะใช้ ‘จมูก’ ดมกลิ่น เพื่อจมจ่อมไปกับผัสสะที่เกิดขึ้นภายใน เพราะ ’กลิ่น’ พาคนก้าวข้ามระยะห่างของการชมงานศิลป์ และหลอมรวมตัวตนของผู้ชมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานนั้น
Art of จึงจะพาทุกคนมารู้จักกับ Olfactory Art ศิลปะที่ไม่ใช่แค่ชม แต่ต้องดมด้วย
Olfactory Art คืออะไร?

Olfactory Art คือศิลปะที่ใช้ ‘กลิ่น’ เป็นตัวกลางหลักในการสื่อสารระหว่างชิ้นงานกับผู้ชม ดังนั้นประสบการณ์ทางศิลปะที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจถูกกำหนดตายตัว หากแต่ผันแปรไปตามความทรงจำ และประสบการณ์เดิมของแต่ละคน
ตัวอย่างเช่น การจัดแสดงดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาและส่งกลิ่นคละคลุ้ง ความรู้สึกของแต่ละคนจะเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ปลดปลงหรือเศร้าหมองก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของพวกเขา
กลิ่นจึงทำให้งานศิลปะไม่ได้ดำรงอยู่เพียงภายนอกอีกต่อไป เพราะเมื่อกลิ่นตลบอบอวลซึมลึกเข้าไปในปอด แล้วแผ่ขยายไปทั่วร่างกาย มันได้เชื่อมโยงผู้ชมและงานศิลปะเข้าด้วยกัน จนเสมือนว่าผู้ชมมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความหมายของงานชิ้นนั้น
ยุคแรกเริ่มของศิลปะว่าด้วยกลิ่น

Olfactory Art มีรากฐานมาจากศิลปะแบบจัดวาง (Installation Art) โดยมีจุดเริ่มต้นในปี 1938 เมื่อ Marcel Duchamp ออกแบบห้องโถงในนิทรรศการ Exposition Internationale du Surréalisme ณ กรุงปารีส ให้กลายเป็นพื้นที่มืดสลัว อันปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้งและดิน และบนเพดานห้องมีถุงบรรจุถ่านหินถูกแขวนห้อยลงมาเหนือศีรษะผู้ชม พร้อมด้วยกลิ่นอบอวลของกาแฟคั่วสด
นอกจากนี้ Simone de Beauvoir ซึ่งเป็นผู้เข้าชมในขณะนั้นกล่าวว่า เธอสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นกาแฟบราซิลที่แทรกซึมอยู่ในพื้นที่จัดแสดง ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการทำลายกรอบการรับชมศิลปะแบบดังเดิม ที่โดยปกติมีเพียงกลิ่นแห้งฝืดจมูก ของอุปกรณ์จัดแสดงในห้องนิทรรศการเพียงอย่างเดียว
ตั้งแต่ในคราวนั้น ’กลิ่น’ จึงได้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ฉากหลังของบรรยากาศ และกลายองค์ประกอบสำคัญที่ดึงร่างกายของผู้ชมให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานศิลปะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
‘Spice Chess’ แยกตัวเดินหมากรุกด้วยจมูก

มีการทำศิลปะแขนงนี้ในรูปแบบของงานออกแบบผลิตภัณฑ์เช่นกัน โดยในปี 1965 Takako Saito ศิลปินชาวญี่ปุ่น ได้สร้างตัวเดินหมากรุกที่ใช้กลิ่นสื่อความหมายของแต่ละตัวเดิน แทนการใช้รูปลักษณ์ต่างๆ
Spice Chess (1965) เป็นหมากรุกที่มีหน้าตาเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่จะทำให้ผู้เล่นแยกแยะมันได้คือกลิ่น เพราะในแต่ละตัวหมากจะเป็นกล่องเล็กๆ สำหรับใส่เครื่องเทศที่แตกต่างกัน เช่น ตัวเบี้ยจะมีกลิ่นอบเชย ตัวบิชอปมีกลิ่นยี่หร่า และตัวม้ามีกลิ่นขิง
‘20:50’ ห้องบ่อน้ำมันเครื่องลวงตา แต่ไม่ลวงจมูก

ศิลปะแห่งการดมยังคงมีบทบาทต่อมาเรื่อยๆ โดยในปี 1987 ผลงาน ‘20:50’ โดย Richard Wilson ได้ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง โดยลักษณะของผลงานชิ้นนี้คือห้องจัดแสดงที่มีทางเดินเล็กๆ ส่วนรอบข้างนั้นคือบ่อน้ำมัน ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมันเครื่องมหาศาล เมื่อผู้ชมเดินเข้าไปจะพบกับภาพสะท้อนของห้องกับพื้นผิวน้ำมันที่สงบนิ่ง
ในขณะที่ดวงตาของเรากำลังถูกหลอกด้วยภาพที่ดูสะอาดตาและสงบนิ่ง แต่ ‘จมูก’ ของเรากลับทำหน้าที่ดึงเราสู่ความจริง เมื่อกลิ่นน้ำมันเครื่องพุ่งปะทะเข้ามา กลิ่นนี้เป็นตัวบ่งบอกว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่กระจก ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือวัตถุที่มีอยู่จริง และเป็นวัตถุที่เป็นของเสียจากโลกอุตสาหกรรม
ซึ่งในปัจจุบัน ‘20:50’ ยังคงนำมาจัดแสดงอีกกว่าสิบครั้ง ในหลายพื้นที่ทั่วโลก
‘Preserve Beauty’ กลิ่นแห่งความโรยรา

ต่อจากงานของ Richard Wilson ไม่เท่าไหร่ ในปี 1991 ศิลปินชาวอังกฤษ Anya Gallaccio ก็ได้สร้างความฮือฮาให้ผู้คนอีกครั้งด้วยงานที่ชื่อว่า ‘Preserve Beauty’ ซึ่งเป็นการจัดแสดงดอกเยอร์บีร่าสีสดใสวางเรียงรายอย่างประณีตไว้หลังแผ่นกระจกบานใหญ่
ในช่วงแรกๆ ของการเปิดนิทรรศการ ผู้ชมจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ ประกอบกับภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความจริงก็เริ่มปรากฏ
เมื่อกระจกที่ดูเหมือนจะช่วยปกป้อง คงความงามของดอกไม้เอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไป กลับเป็นเหมือนห้องขัง ดอกไม้เริ่มคายความชื้น เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ และส่งกลิ่นจากการเน่าเปื่อยที่ถูกอบไว้อยู่ข้างใน
ซึ่งการใช้วัสดุอินทรีย์ที่เสื่อมสภาพได้ง่ายของ Gallaccio ก็ยังพ้องไปกับเรื่องราวของร่างกายมนุษย์ที่ก็เป็นสารอินทรีย์เช่นเดียวกัน ผลงานนี้จึงเหมือนเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยงที่เป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ ว่าสุดท้ายแล้วทุกความงามล้วนต้องโรยรา
แม้ผลงานจะถูกจัดแสดงขึ้นในปี 1991 แต่ไม่นานมานี้ในปี 2024 ‘Preserve Beauty’ ได้ถูกนำกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง
Peter de Cupere ผู้บุกเบิก Olfactory Art ในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน Olfactory Art ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นโดยมี Peter de Cupere อาจารย์และนักวิจัยผู้สร้างสรรค์ศิลปะแห่งกลิ่นมายาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นคนริเริ่ม Olfactory Art ในยุคนี้ เขามองว่ากลิ่นสามารถส่งผลโดยตรงต่อสมองคนเราได้ ดังนั้นมันจึงสามารถกระตุ้นปฎิกิริยาทางร่างกายของชมงานได้ง่ายดาย
ในผลงาน Sweat (2010) de Cupere ให้นักเต้น 5 คนกินอาหารที่แตกต่างกัน 5 แบบแล้วใส่ชุดพลาสติก เมื่อพวกเขาเต้นไปเรื่อยๆ เหงื่อที่ออกมาจะถูกจัดเก็บในภาชนะ ที่มีรูเล็กๆ ให้ผู้ชมได้กลิ่นของเหงื่อ

นอกจากนี้อีกผลงานที่เป็นที่พูดถึงของ de Cupere คือ Smoke Cloud (2015) ซึ่งเป็นการนำก้อนเมฆสีขาวมาเจาะรูตรงกลาง แล้วให้ผู้ชมปีนขึ้นไป เมื่อหัวเข้าไปถึงรูตรงกลางของก้อนเมฆพวกเขาจะพบกับกลิ่นของมลพิษทางอากาศ
‘Madre’ กลิ่นแห่งการกำเนิดของมนุษย์

เมื่อไม่นานมานี้ มีนิทรรศการ 2 แห่งในเยอรมันได้หันกลับมาให้ความสนใจใน Olfactory Art อีกครั้ง ที่แรกคือที่เมืองเบอร์ลิน เมื่อศิลปิน Delcy Morelos ได้จัดแสดงผลงาน ‘Madre’ ขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ Hamburger Bahnhof
‘Madre’ คือผลงานโครงสร้างขนาดใหญ่คล้ายบ้าน ที่สร้างขึ้นจากดินอัดแน่น ตั้งตระหง่านอยู่เหนือตัวผู้ชม โดยภายในมีการเจาะเป็นช่องทางที่สามารถเดินเข้าไปได้ ภายในนั้นมีกลิ่นตลบอบอวลของเครื่องเทศต่างๆ ผสมอยู่ข้างใน เช่น หญ้าแห้ง, อบเชย, กานพลู, บัควีท, ยาสูบ และน้ำผึ้ง

Morelos มองว่าดินคือจุดกำเนิดของชีวิต ผลงานชิ้นนี้จึงทำหน้าที่สำรวจประเด็นเกี่ยวกับโลก ชนพื้นเมือง การฟื้นฟู และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งกลิ่นต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ภายในนิทรรศการ คือสิ่งที่ช่วยกระตุ้นประสบการณ์ทางกายภาพ ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับดิน การเก็บเกี่ยวพืชผล และวิถีการดำรงอยู่ที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลกอย่างแนบแน่น
โดยผลงาน ‘Madre’ ดแสดงอยู่ที่ Hamburger Bahnhof เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2025 – 25 มกราคม 2026
‘The Secret Power of Scents’ กลิ่นความทรงจำ

ถัดมาจากกรุงเบอร์ลิน ณ เมืองดึสเซลดอร์ฟ (Düsseldorf) ในเยอรมนี ก็ได้มีนิทรรศการ ‘The Secret Power of Scents’ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการนำกลิ่นต่างๆ มาใช้ประกอบกับคอลเลกชันกว่า 100 ชิ้น ของพิพิธภัณฑ์
ตัวอย่างเช่น กลิ่นมดยอบและกำยาน ถูกใช้ประกอบกับงานแกะสลักสลักทางศาสนา ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศเสมือนพาเราย้อนกลับไปยังโบสถ์ยุคกลางและพิธีกรรมโบราณ
ส่วนกลิ่นเขม่าดินปืน เลือด และกำมะถัน ถูกใช้ในโซนจัดแสดงที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 1 อันจะสร้างความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับได้ไปอยู่ร่วมในแนวรบ
ขณะที่โซนจัดแสดงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ‘โซนกลิ่นแห่งความทรงจำ’ ซึ่งได้ทำการรวบรวมกลิ่นที่ทิ้งร่องรอยไว้ในความทรงจำของเยอรมนีตะวันออกในยุคคอมมิวนิสต์ ซึ่งประกอบด้วยกลิ่นท่อไอเสียจากเครื่องยนต์รถ Trabis กลิ่นหอมจากครีม Florena ซึ่งใช้กันในครัวเรือนส่วนใหญ่ในตอนนั้น และกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดพื้น
ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า กลิ่นคือข้อมูลทางวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้เราตีความโลกในรูปแบบใหม่ได้และจะเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงแนวคิดที่ยากจะถ่ายทอดผ่านข้อความหรือภาพเพียงอย่างเดียว
นิทรรศการ ‘The Secret Power of Scents’ ยังคงจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Kunstmuseum Düsseldorf ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2025 ถึง 8 มีนาคม 2026
จมูกคืออวัยวะที่แทบไม่ถูกพูดถึงในการเสพงานศิลปะ แล้วทำไมต้องใช้กลิ่น

งานศิลปะที่ใช้กลิ่นเป็นตัวกลางอย่าง Olfactory Art นั้นช่วยทลายเส้นแบ่งระหว่างผู้ชมกับผลงาน เพราะกลิ่นไม่มีระยะห่าง เมื่อสูดดมเข้าไป งานศิลปะจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายทันที
Olfactory Art จึงคือการใช้กลิ่นปลุกอารมณ์และความทรงจำที่ลึกกว่าเหตุผล เปลี่ยนงานศิลปะให้กลายเป็น ‘ประสบการณ์ส่วนตัว’ ที่ฝังแน่นอยู่ในลมหายใจและตัวตนของผู้ชมอย่างลึกซึ้ง
บทความโดย ธันยชนก แสงบรรจง
