ความรักหน้าตาประมาณไหน ? ถอดรหัส ‘ความรัก’ ผ่านงานศิลปะแห่งยุคสมัย
ศิลปะทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนห้วงอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะ ‘ความรัก’ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ศิลปินใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ และค่านิยมของสังคมในแต่ละช่วงเวลา
จากความสมบูรณ์แบบในอุดมคติของยุคคลาสสิก สู่ความเร่าร้อนรุนแรงในยุคโรแมนติก จนถึงการจับจ้องชั่วขณะแห่งความสุขที่แสนธรรมดาแต่ลึกซึ้งแบบอิมเพรสชันนิสม์ในยุคสมัยใหม่
ในโอกาสดี ‘วันวาเลนไทน์’ ขอพาไปค้นหาความหมายของ ‘ความรัก’ ในสายตาของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ว่า แท้จริงแล้ว ‘มีหน้าตาประมาณไหน ? ผ่าน 3 ผลงานระดับมาสเตอร์พีซแห่งยุคสมัย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าความรักในมุมมองของศิลปินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงอุดมการณ์และการเมืองที่แฝงอยู่ในทุกอณูของฝีแปรงและรอยสลัก
ทำให้งานศิลปะแต่ละชิ้นไม่ได้สื่อสารแค่มิติในเชิงสุนทรียภาพ แต่คือบันทึกความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อความรักที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของโลก
รักแบบ Neoclassicism
Venus and Mars (1816–1822) โดย Antonio Canova
ศิลปะนีโอคลาสสิกเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก นั่นคือ ‘ยุคเรืองปัญญา’ ที่เน้นการใช้เหตุผล วิทยาศาสตร์ และความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงเพื่อตอบโต้ความฟุ่มเฟือยและไร้ทิศทางของ ‘ศิลปะโร Rococo’ โดยหันกลับไปหาแบบแผนของยุคคลาสสิกที่เน้นความเรียบง่ายและคุณธรรมพลเมือง ผ่านเหตุการณ์สำคัญ เช่น การค้นพบทางโบราณคดีของ ‘เมืองปอมเปอี’ นครโบราณที่รุ่งเรืองในยุคโรมัน ในปี ค.ศ. 1693 ทางภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี
วีนัสและมาร์ส
จิตวิญญาณแห่งนีโอคลาสสิก ได้ถูกถ่ายทอดผ่านทั้งภาพเขียนและรูปแกะสลัก ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ‘Antonio Canova’ ที่ได้รับฉายา ‘The New Phidias’ เปรียบเทียบกับฟิดิอัส ซึ่งประติมากรที่เก่งที่สุดของยุคกรีกโบราณ เพราะความสามารถในการรื้อฟื้นความงามแบบอุดมคติ ผ่านประติมากรรม ‘Venus and Mars’ นำเสนอความงามผ่าน ‘อุปมานิทัศน์’


ผลงานชิ้นนี้ได้รับการว่าจ้างโดยเจ้าชายผู้สำเร็จราชการแห่งอังกฤษ ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าจอร์จที่ 4 ในปี 1815 หลังจากการพ่ายแพ้ของนโปเลียนที่ยุทธการวอเตอร์ลู ทำให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของศิลปินในการออกแบบองค์ประกอบ เทพมาร์สถูกนำเสนอในลักษณะแนวตั้งที่ดูมั่นคงและทรงพลัง ในขณะที่เทพีวีนัสจะมีความโค้งมนและเอียงเข้าหา คล้ายรูปทรงของสามเหลี่ยม
ตำแหน่งแขนของทั้งคู่ที่พันรอบกันเป็นวงรี ช่วยดึงสายตาและสร้างความสัมพันธ์ของตัวละคร รวมถึงการต่างระหว่างกล้ามเนื้อที่เด่นชัดของเทพมาร์ส กับส่วนเว้าโค้งที่อ่อนช้อยของวีนัส ช่วยขับเน้นความงามตามอุดมคติแบบคลาสสิก สร้างความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนโยน
ในประติมากรรมชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงทักษะของศิลปินในการแกะสลักหินอ่อนคาร์รารา (Carrara Marble) ที่ทำให้พื้นผิวที่แข็งกระด้างดูนุ่มนวลราวกับเนื้อหนังจริง แม้เทพแห่งสงคราม จะถูกแสดงภาพด้วยกล้ามเนื้อที่เด่นชัด มือข้างหนึ่งถือหอกยาว และสวมหมวกเกราะประดับขนนก แต่เขาไม่ได้อยู่ในท่าทางที่พร้อมรบ กลับมองไปที่เทพีวีนัสด้วยสายตาที่ลุ่มหลงแทนที่จะมองไปที่สนามรบ สื่อถึงพลังอำนาจที่ยอมจำนนต่อความงามและสันติภาพ
เทพีทรงผ้าคลุมที่บางเบา (Drapery) เธอโอบแขนรอบไหล่ของมาร์สและมองขึ้นไปที่เขาด้วยความรัก โน้มน้าวไม่ให้เขาออกไปทำสงคราม และเหนี่ยวรั้งความรุนแรงเอาไว้


จากยุคแห่งความขัดแย้ง สู่ยุคแห่งสันติภาพ
ในบริบทนี้ เทพมาร์ส เทพแห่งสงคราม และเทพีวีนัส เทพีแห่งความรัก จึงถูกใช้เพื่อเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่งความขัดแย้งไปสู่ยุคแห่งสันติภาพที่สถาปนาขึ้นโดยการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา ศิลปินต้องการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของทศวรรษแห่งสงครามที่ทำลายยุโรป โดยการให้ความรักในฐานะของ ‘สันติภาพ’ เป็นผู้สยบสงคราม
หมวกเกราะของเทพมาร์สที่มีรูปสิงโตอังกฤษ เป็นการสดุดีต่อผู้จ้างงานและสื่อว่าอังกฤษคือผู้นำสันติภาพมาสู่ทวีป รวมถึง ‘กรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์ (Cornucopia)’ ที่เท้าของเทพทั้งสอง ที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์สากลของความมั่งคั่งและความรุ่งเรืองที่ความรักและสันติภาพเท่านั้นจะมอบให้ได้
รักแบบ Romanticism
The Kiss (1859) โดย Francesco Hayez
ราว 40 ปี หลังการสร้างสรรค์ประติมากรรมเทพมาร์สและเทพีวีนัสของคาโนว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 กระแสความตื่นตัวทางการเมืองและการปฏิวัติได้แผ่ซ่านไปทั่วทวีปยุโรป ‘ศิลปะโรแมนติก’ อุบัติขึ้นในฐานะขั้วตรงข้ามของแนวทางนีโอคลาสสิก โดยปฏิเสธความเย็นชาของเหตุผล และหันมาสดุดีอารมณ์ที่รุนแรง สัญชาตญาณ และอัตลักษณ์ส่วนบุคคล ผนวกกับสภาวการณ์ของโลกตะวันตกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง อย่าง ‘ขบวนการรวมชาติอิตาลี (Risorgimento)’ เพื่อรวมนครรัฐต่างๆ ของอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว และปลดแอกจากการปกครองของออสเตรีย

เดอะคิส (Il Bacio)
ศิลปินอย่าง ‘Francesco Hayez’ กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยนี้ ผ่านภาพเขียนสำคัญคือ ‘The Kiss’ หรือ ‘Il Bacio’ ในปี 1859 ตามคำสั่งของเคานต์แห่งซาลิเชโต้
ภายหลังถูกมอบให้หอศิลป์แห่งเบรร่า นครมิลาน และจัดแสดงที่นั่นตั้งแต่ปี 1886 แม้ภาพจะดูเหมือนเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวในยุคกลาง แต่แท้จริงแล้วมันคือการสื่อสารลับ ๆ ถึง ‘ความรักชาติ ’ และการเสียสละ
ภาพเขียนแสดงภาพชายหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังจูบกันอย่างดูดดื่มภายใต้วงกบประตูหิน ท่วงท่าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเร้าอารมณ์
ธงชาติอิตาลี-ฝรั่งเศส
สีของเครื่องแต่งกายมีความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง ชายหนุ่มสวมกางเกงรัดรูปสีแดง และหญิงสาวสวมชุดสีฟ้าสดใส เมื่อพิจารณารวมกับแขนเสื้อสีขาวของหญิงสาวและเสื้อคลุมสีเขียวของชายหนุ่ม จะพบว่ามันคือการรวมกันของสีใน ‘ธงชาติอิตาลี’ ได้แก่ เขียว ขาว แดง และ ‘ธงชาติฝรั่งเศส’ ได้แก่ น้ำเงิน ขาว แดง เอาไว้ในภาพเดียวกัน สิ่งนี้เป็นการเชิดชูพันธมิตรระหว่างอิตาลีและฝรั่งเศส นำโดยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในสงครามกู้เอกราชครั้งที่สอง
ชายหนุ่มวางเท้าข้างหนึ่งไว้บนขั้นบันได ในท่าทางเตรียมจะก้าวเดินไป เสื้อคลุมของเขาเปิดให้เห็นด้ามมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ องค์ประกอบเหล่านี้สื่อให้เห็นว่าเขาคือ ‘อาสาสมัคร’ หรือ ‘นักปฏิวัติ’ ที่ต้องจากคนรักไปทำภารกิจเสี่ยงตายเพื่อชาติในทันทีที่จูบนี้สิ้นสุดลง
ความรักในมุมมองของแนวทางโรแมนติก จึงไม่ใช่ความสงบนิ่งราวกับอุดมคติเหมือนประติมากรรมของคาโนว่า แต่เป็นความรู้สึกที่อันตราย และต้องเลือกระหว่างความสุขส่วนตัวกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ใบหน้าของทั้งสองถูกบดบังโดยหมวกของฝ่ายชาย ทำให้พวกเขากลายเป็นตัวแทนของ ‘ใครก็ได้’ ในชาติ
รักแบบ Impressionism
Woman with a Parasol (1875) โดย Claude Monet
การเปลี่ยนแปลงจากยุคโรแมนติกไปสู่ยุคสมัยใหม่ ถูกผลักดันโดยการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงแค่วิธีการผลิตสินค้า แต่เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของความสัมพันธ์มนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง
อย่างในอดีต ครอบครัวคือหน่วยของการผลิตทางเศรษฐกิจ การแต่งงานมักเป็นการคลุมถุงชนเพื่อรักษาที่ดินและทรัพย์สิน แต่เมื่อผู้คนย้ายเข้าสู่เมืองและทำงานในโรงงาน รายได้ของพวกเขาไม่ได้ผูกติดกับมรดกทางที่ดินอีกต่อไป ก่อให้เกิดการเลือกคู่ตามความพึงพอใจส่วนตัว หรือการแต่งงานจาก ‘ความรัก’
Victorian Era
ความอิสระนี้นำมาซึ่งแนวคิดสำคัญในยุควิกตอเรียน กำหนด ‘โลกของผู้ชาย’ คือโลกแห่งธุรกิจ การเมือง และการแข่งขัน ส่วน ‘โลกผู้หญิง’ คือบ้านที่ทำหน้าที่รักษาศีลธรรมและเป็นที่พักใจให้สามี ‘ความรัก’ จึงกลายเป็นเรื่องในครัวเรือน และหันมาให้ความสำคัญกับความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
ในห้วงเวลาเดียวกัน ‘ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์’ เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายของมหานครปารีสที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วศิลปินกลุ่มนี้ไม่สนใจการวาดภาพประวัติศาสตร์หรือเทพนิยายที่ยิ่งใหญ่ แต่หันมาบันทึก ‘ความประทับใจ’ ของแสงและสี ณ ขณะหนึ่ง
ศิลปินหัวเรือใหญ่ อย่าง ‘Claude Monet’ พยายามบันทึกสภาวะนี้ผ่าน ‘การวาดภาพกลางแจ้ง (En plein air)’ โดยใช้ฝีแปรงที่รวดเร็วเพื่อจับแสงที่เปลี่ยนไปในทุกวินาที โมเนต์โดดเด่นในการใช้ทีแปรงที่หยาบแต่เคลื่อนไหว เปี่ยมด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวา แสงเงาและสีสันที่สมจริง ซึ่งแหวกจากขนบภาพเขียนแบบจารีตที่ทำมาในอดีต
สตรีกางร่ม
ภาพ ‘Woman with a Parasol’ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘The Stroll’ แสดงภาพ ‘Camille Monet’ ภรรยาคนแรกของโมเนต์ และ ‘Jean Monet’ ลูกชายวัย 7 ขวบ ขณะเดินเล่นบนเนินเขาในอาร์ฌองเตย
ต่างจากคู่รักที่จัดฉากของฮาเยส คามิลล์ถูกจับภาพในจังหวะที่เธอกำลังหันมามองศิลปินอย่างกะทันหัน ท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติ และไม่ถูกจัดแจงนี้ สื่อถึงความรักที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในชีวิตจริง

สายตาของเธอมองลงมาจากมุมสูง สร้างความรู้สึกว่าเธอมีความสำคัญราวกับศูนย์กลางของโลกของศิลปิน ทำให้สิ่งธรรมดาสามัญ อย่าง ‘ครอบครัว’ กลายเป็นสิ่งสูงส่ง
โมเนต์ใช้ทีแปรงสร้างสีที่แตกกระจาย และมีความหลากหลายสูง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆที่ดูเหมือนกำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วด้วยฝีแปรงที่เหวี่ยงไปมา ในขณะที่พื้นหญ้าถูกวาดด้วยรอยแปรงที่สั้นและแหลมคมเพื่อสื่อถึงลมแรง ความเปราะบางของแสงที่ตกกระทบลงบนชุดสีขาวและร่มสีเขียว สะท้อนชั่วขณะแห่งความสุขที่จะผ่านไปในไม่ช้า
โดยโมเนต์ไม่เลือกใช้สีดำและสีน้ำตาลสำหรับเงาเหมือนศิลปินในอดีต เขาสังเกตเห็นว่าเงาบนแขนของคามิลล์มี ‘สีเหลือง-เขียว’ ซึ่งสะท้อนขึ้นมาจากพื้นหญ้า ร่มกันแดด (Parasol) ไม่ได้มีไว้แค่กันแดด แต่เป็นจุดเชื่อมโยงทางสายตาระหว่างตัวเธอ ท้องฟ้า และเงาบนพื้นหญ้า ช่วยสร้างสมดุลให้กับองค์ประกอบภาพทั้งหมด
อนุสรณ์แห่งความทรงจำ
ในเชิงประวัติศาสตร์ ภาพนี้ถูกวาดเพียง 4 ปีก่อนที่คามิลล์จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัยเพียง 32 ปี เมื่อมองย้อนกลับไป ชุดที่ดูราวกับชุดแต่งงานและความเลือนลางของใบหน้า ทำให้ภาพนี้กลายเป็น ‘อนุสรณ์แห่งความทรงจำ’ ที่จับต้องไม่ได้
โมเนต์นำเสนอทีแปรงและสีสันสร้างอารมณ์สดใส มีชีวิตชีวา แต่แฝงด้วยความรู้สึกโหยหาอดีต (Nostalgia) ให้ความรู้สึกเหมือนภาพถ่ายที่บังเอิญจับภาพ ถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติของท่าทางทำให้ภาพดูมีชีวิตมากกว่าภาพพอร์ตเทรตในสตูดิโอทั่วไป
ภาพนี้เผยให้เห็นว่า สำหรับโมเนต์ ‘ความรัก’ อาจหมายถึงความสามารถในการชื่นชมตัวตนของคนรักในทุกๆ วินาที ไม่ใช่การครอบครองรูปแบบในอุดมคติเหมือนคาโนว่า หรือการพลีชีพเพื่ออุดมการณ์เหมือนฮาเยส แต่เป็นการประคองความอบอุ่นในชั่วขณะที่ลมพัดผ่าน
- บทความโดย Pradhom
