
เบื้องหลัง Exclusive: การใช้สี Pantone สร้างโลกพาเนม ใน The Hunger Games: Sunrise on the Reaping
เมื่อพูดถึงสถานที่ที่มีสีสันจัดจ้านที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ โลกของ ‘พาเนม’ (Panem) จากจักรวาล The Hunger Games ย่อมติดอยู่ในอันดับต้นๆ และตั้งแต่ในภาพยนตร์ The Hunger Games ภาคแรก ก็จะเห็นได้ถึงการใช้ 'สี' ที่มีความสำคัญมากในการเล่าเรื่อง
และในวันที่ 19 พฤศจิกายน ปี 2026 นี้ ก็จะได้พบกับภาพยนตร์ The Hunger Games: Sunrise on the Reaping ที่เรื่องสีสันก็ยังมีบทบาทสำคัญเช่นเดิม และยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก
“ผมอยากให้หนังเรื่องนี้มีสีสันสดใส ในยุคนี้สีสันมันหายไปจากหนังหมดแล้ว” ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ (Francis Lawrence) ผู้กำกับภาพยนตร์ชุด The Hunger Games กล่าว


โดยเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 6 จากจักรวาล The Hunger Games ที่เล่าถึงฮังเกอร์เกมส์ครั้งที่ 50 โดยหนังในภาคนี้บอกเล่าเรื่องราวของ เฮย์มิตช์ อะเบอร์นาธี (Haymitch Abernathy) ที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับตัวละครนี้ในฐานะอดีตผู้ชนะเกมส์จากเขต 12 รวมถึงเมนเทอร์ของแคตนิสและพีต้าตั้งแต่ในภาคแรก ในเรื่องนี้จะได้รู้กันถึงเบื้องหลังปมชีวิตของเขากันมากขึ้น ว่าทำไมเขาถึงดูเป็นผู้ชนะที่โศกเศร้า
Art of จะพาไปเจาะเบื้องหลังสุด Exclusive กัน เกี่ยวกับเรื่องราวของสีในภาพยนตร์เรื่องนี้ และบทบาทของ Pantone สถาบันสีระดับโลกที่มาช่วยเล่าเรื่องอีกด้วย
หนังที่เศร้าที่สุด แต่สีสดใสที่สุด

ภาพยนตร์ในจักรวาล The Hunger Games ทุกเรื่องที่ผ่านมา มีการใช้สีเล่าเรื่องที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ชมอย่างชัดเจน ประเทศพาเนม (Panem) อันมี 12 เขตการปกครองที่มีชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก เขตเหล่านี้มักถูกถ่ายทอดด้วยสีซีดจางมืดหม่น
-1600x1067.webp)

แต่เมื่อมองไปที่เมืองแคปิตอล (The Capitol) กลับเต็มไปด้วยความหรูหราฟู่ฟ่า ที่ถูกนำเสนอด้วยสีสันตระการตา ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงงานเลี้ยงโอ่อ่าที่เน้นย้ำความสดใสฉูดฉาดอยู่เสมอ
และน่าสนใจว่า The Hunger Games: Sunrise on the Reaping ถูกยกให้เป็นภาคที่มีพาเลทสีสดใสจัดจ้านที่สุด ทั้งที่เนื้อหาอบอวลไปด้วยเนื้อหาที่เศร้าและมืดมนที่สุดของจักรวาลนี้
โทนสี Pantone แห่งพาเนม

เพื่อให้มีการใช้สีอย่างเป็นระบบ Lionsgate และทีมสร้างจึงได้มีการร่วมมือกับสถาบันสีระดับโลกอย่าง Pantone ตั้งแต่เริ่ม ใช้สีสันสร้างโลกของพาเนมขึ้นมา ทั้งต่อยอดสีอัตลักษณ์ประจำเขต เมืองแคปิตอล รวมไปถึงโทนอารมณ์ของเรื่อง
โดยในเกมส์ครั้งที่ 50 หรือควอเตอร์เควลล์ครั้งที่ 2 นี้ทาง อูลี ฮานิช (Uli Hanisch) ผู้ออกแบบงานสร้าง (Production Designer) กล่าวว่า โทนสีของภาคนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากป๊อปคัลเจอร์ยุค 1970s

“การนำองค์ประกอบของยุค 70s ที่เชื่อมโยงกับเสรีนิยม (Liberalism) มาปรับใช้กับระบอบฟาสซิสต์ (Fascism) ของพาเนม ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายและแหวกแนวมาก” อูลี ฮานิช กล่าว “หัวใจสำคัญของงานวิชวลยุคนี้คือเรื่องสี มันมีรหัสสีที่ชัดเจนและทรงพลัง ซึ่งมีการพัฒนากันมาอย่างยาวนานทีเดียว”

Pantone Color Institute มีบทบาทอย่างมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะทีมสร้าง ใช้เล่มเฉดสี Pantone ในการสื่อสารการทำงานมาตั้งแต่แรก เพื่อให้ฝ่ายกำกับศิลป์ คอสตูม และผู้กำกับ เห็นภาพร่วมกัน ก่อนที่ Pantone Color Institute จะนำชุดสีเหล่านั้นมาวิเคราะห์ ตีความ และสร้างระบบเฉดสีอย่างเป็นทางการในภายหลัง
สิ่งนี้ช่วยเปิดมุมมองให้เราเห็นว่า สีสันไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่ยังสะท้อนบริบททางสังคม วัฒนธรรม และผู้คนของแต่ละเขต ซึ่งพาเลทสีชุดนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในงานดีไซน์จริงได้อีกด้วย


เริ่มตั้งแต่ เมืองแคปิตอล (The Capitol) ก็เลือกใช้สีฉูดฉาดอย่างแดง น้ำเงิน และเขียว สะท้อนความมั่งคั่งและอำนาจ สนามประลอง (The Arena) ที่ใช้สีม่วงตัดกับสีส้ม ฉูดฉาด ไปจนถึง เขต 12 ที่ใช้สีหม่น สีอิฐ และสีเทาดำ เพื่อสื่อถึงความหดหู่และทรุดโทรม

ในตัวละครหลัก เช่น ตัวละคร Effie ก็ค่อยๆ แทรกสีสันลงในเครื่องแต่งกายเพื่อแสดงพัฒนาการสไตล์แต่งตัว ของเธอ ส่วนตัวละครประธานาธิบดี Snow นั้นเน้นโทนสีแดง ดำ และขาว เพื่อเสริมลุคทรงอำนาจ

รวมถึงตัวละคร Maysilee จากเขต 12 ที่ถึงจะมาจากเขตนี้ แต่เธอมีตัวตนด้านแฟชั่นที่มั่นใจมาก ทีมงานจึงสามารถเติมเมคอัพเสริมคาแรคเตอร์ให้เธอได้มากขึ้นหน่อย ด้วยโทนสีฟ้าอ่อนและเขียวพาสเทล
สีสันของเกมส์ครั้งที่ 50 จากหนังสือสู่ภาพยนตร์


หากย้อนไปดูเนื้อหาในหนังสือของภาคนี้ ก็จะพบว่า เนื่องจากในเกมส์ครั้งนี้มีจำนวนบรรณาการถึงเขตละ 4 คน รวมเป็น 48 คน ผู้เขียนจึงมีการบรรยายถึงสีประจำของทั้ง 12 เขต อย่างชัดเจนผ่านสายตาของตัวละครเฮย์มิตช์ และแน่นอนว่าทีมผู้สร้างก็ไม่พลาดในการดึงสีจากทุกเขตในหนังสือออกมาใช้จริงและนำมาต่อยอดด้วย


เมื่อถอดรหัส ตีความได้ออกมาเป็นเฉดสีของ Pantone เหล่านี้

เขต 1: PANTONE 15-0544 Grenoble Green
สีเขียวอมเหลืองหรูหรา สะท้อนอัญมณีและวัสดุชั้นเลิศของชนชั้นสูง เป็นเฉดสีของกลุ่มผู้นำเทรนด์และผู้มีอำนาจ เพื่อแสดงถึงสถานะและวิถีชีวิตอันมั่งคั่งของชาวเขต 1 ผู้ผลิตสินค้าฟุ่มเฟือยส่งให้แคปิตอล

เขต 2: PANTONE 18-3533 Dewberry
สีม่วงเข้ม นี้เพื่อจิตวิญญาณนักรบของเขต 2 สื่อถึงเหมืองหินบนภูเขาซึ่งเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้พื้นที่ อ้างอิงจากประวัติศาสตร์ยุคกลางและอียิปต์ที่ทหารมักสวมพลอยอเมทิสต์สีม่วงเป็นเครื่องรางปกป้องตนเองยามออกรบ เฉดสีนี้จึงเป็นตัวแทนของทหารชั้นสูง และบทบาทศูนย์กลางการป้องกันประเทศของพาเนม

เขต 3: PANTONE 18-4141 Campanula
สีน้ำเงินสดใสที่สื่อถึงความน่าเชื่อถือและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเขต 3 ด้วยโทนสีที่เชื่อมโยงกับผืนฟ้า จึงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การเปิดรับนวัตกรรม และกระบวนการคิดอย่างมีตรรกะ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในโรงงานวิศวกรรมและศูนย์วิจัยของเขตนี้

เขต 4: PANTONE 19-4526 Blue Coral
สีฟ้าน้ำทะเลลึกสะท้อนความอุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตประมงของเขต 4 ที่ส่งออกอาหารทะเลชั้นเลิศให้แคปิตอล โทนสีเขียวน้ำเงินเข้มนี้ชวนให้นึกถึงความลึกล้ำของมหาสมุทร และวัฒนธรรมประวัติศาสตร์การเดินเรือของชาวทะเล

เขต 5: PANTONE 16-1363 Puffin’s Bill
สีส้มสดเจิดจ้าสะท้อนถึงพลังงานไฟฟ้าแรงสูงอันเป็นอัตลักษณ์ของเขต 5 ศูนย์กลางโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และนิวเคลียร์ที่หล่อเลี้ยงพาเนม โทนสีส้มที่ร้อนแรงนี้สื่อถึงขุมพลังทางวิทยาศาสตร์และประกายสติปัญญาของผู้เชี่ยวชาญ

เขต 6: PANTONE 16-4010 Dusty Blue
สีฟ้าอมเทาเรียบขรึม สะท้อนความมั่นคงและแข็งแกร่งของเขต 6 ศูนย์กลางระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมพาเนมเข้าด้วยกัน โทนสีนี้ถ่ายทอดความสมบุกสมบันเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างสุขุม และสำหรับเฮย์มิตช์ สีนี้ยังสะท้อนถึงสีประจำกลุ่มโคฟวีย์ (Covey) ของ เลนอร์ โดฟ (Lenore Dove) อีกด้วย

เขต 7: PANTONE 18-1148 Caramel Café
สีน้ำตาลโทนอบอุ่น สะท้อนผืนดินและป่าสนในเขต 7 ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้และกระดาษ โทนสีน้ำตาลเข้มข้นสไตล์ชนบทนี้สื่อถึงความเรียบง่าย ดิบเท่ ถ่อมตัว และจิตวิญญาณของผู้คนที่ผูกพันกับธรรมชาติ

เขต 8: PANTONE 15-1334 Shell Coral
สีอบอุ่นสะท้อนความนุ่มนวลของเนื้อผ้าและศิลปะสิ่งทอในเขต 8 ศูนย์กลางการทอผ้าและเครื่องแต่งกาย โทนสีนี้สื่อถึงทักษะฝีมืออันประณีตของเหล่าช่างฝีมือ ที่ช่วยมอบความอบอุ่นและคุณค่าความเป็นมนุษย์ แม้จะอยู่ในเขตที่ภาพแวดล้อมเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอันโหดร้าย

เขต 9: PANTONE 12-0736 Lemon Drop
สีเหลืองสว่างไสวนี้สะท้อนพลังของแสงแดดและทุ่งธัญพืชอันกว้างใหญ่ในเขต 9 ดินแดนเกษตรกรรมหลักของพาเนม โดยอ้างอิงจากความเชื่อโบราณที่ว่า สีเหลืองช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า เฉดสีนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังชีวิตที่เกื้อหนุนเหล่าเกษตรกรผู้ตรากตรำทำงานหนัก และสะท้อนจิตวิญญาณการเอาชีวิตรอดของพวกเขา

เขต 10: PANTONE 18-1547 Bossa Nova
สีแดงอมน้ำตาลดิบกร้าน สะท้อนภูมิประเทศทุรกันดารและฟาร์มปศุสัตว์อันเป็นหัวใจของเขต 10 โทนสีที่เข้มข้นและติดดินนี้ถ่ายทอดความทรหดอดทนของเหล่าคนเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนความผูกพันอันลึกซึ้งต่อผืนดิน และวิถีชีวิตบนทุ่งหญ้าที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

เขต 11: PANTONE 18-0228 Pesto
สีเขียวอมเหลืองขจี สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินและการฟื้นฟูชีวิตใหม่ในเขต 11 ศูนย์กลางการเพาะปลูกผักผลไม้หลักของพาเนม โทนสีนี้ถ่ายทอดภาพต้นไม้อันชุ่มชื้น ที่คอยหล่อเลี้ยงและเติมเต็มพลังชีวิตให้แก่ผู้คน

เขต 12: PANTONE 19-4003 Black Onyx
เขตของเหล่าตัวละครหลักในจักรวาลภาพยนตร์นี้ โดยสีดำสนิทนี้สะท้อนถึงเหมืองถ่านหินอันเป็นหัวใจของเขต 12 โทนสีมืดมิด เหมือนหลุมดำที่ไร้ที่สิ้นสุดนี้ก็เหมือนกับสภาพแวดล้อมใต้ดินอันโหดร้าย และคราบเขม่าดำที่ติดตัวคนงานเหมืองทุกวัน ทั้งยังเป็นสื่อถึงความว่างเปล่าและสิ้นหวังของชีวิตในเขต 12 อีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน สีนี้ก็สะท้อนความแข็งแกร่งดั่งกหินผาของผู้คนในเขต
เรียกได้ว่า สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นงานโปรดักชันที่นอกจากจะเคารพเนื้อหาในหนังสือแล้ว ยังต่อยอดงานออกแบบออกไปอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย
รับชม The Hunger Games: Sunrise on the Reaping เดอะ ฮังเกอร์เกมส์ รุ่งอรุณเกมล่าเกม ได้ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2026 ในโรงภาพยนตร์ ทั้งระบบปกติและทุกระบบพิเศษ ซื้อตั๋วล่วงหน้าได้แล้ววันนี้!

