‘10DANCE’ เพราะการเต้นที่สมบูรณ์แบบ อาจคือการโอบรับในความต่างของกันและกัน
10DANCE (2025) ภาพยนตร์ไลฟ์แอกชันจากมังงะญี่ปุ่น ที่เพิ่งเข้าในสตรีมมิง Nexflix เมื่อ 18 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ถูกเขียนโดยอาจารย์ อิโนะอุเอะ ซาโตะ (Inoue Satoh) และได้ เคอิชิ โอโตโมะ มากำกับภาพยนตร์
เรื่องราวของสองยอดนักเต้นชื่อเหมือนอย่าง ‘ซูซูกิ ชินยะ’ (รับบทโดย เรียวมะ ทาเกะอุชิ) นักเต้นสไตล์ละติน ผู้มีมีวิถีชีวิตแตกต่างตรงข้ามกับ ‘สุงิกิ ชินยะ’ (รับบทโดย เคย์ตะ มาชิดะ ) นักเต้นสุดเนี๊ยบดีกรีแชมป์โลกอันดับที่ 2 บอลรูมสแตนดาร์ด ต้องมาร่วมมือกันเพื่อเข้าแข่งขันรายการ 10DANCE
ภาพยนตร์พาเราไปรู้จักนักเต้นสองคน ที่แตกต่างทั้งวิถีชีวิต สไตล์การเต้น และตัวตน ทว่าในความแตกต่างสุดขั้วนี้ ‘ซูซูกิ ชินยะ’ และ ‘สุงิกิ ชินยะ’ กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และความหลงใหลในการเต้นรำอย่างสุดขั้วหัวใจเหมือนกัน
ความเหมือนที่แตกต่างนี้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยองค์ประกอบศิลป์ที่แทรกซึมอยู่ตลอดทั้งเรื่อง Art of พาค้นหานิยามของ ‘การเต้นที่สมบูรณ์แบบ’ ผ่านศิลปะการเต้นและการเรียนเรียนรู้ตัวตนในโลกของ 10DANCE กัน
ก่อนอื่นมารู้จักโลกของการเต้นรำที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วตามสไตล์การเต้นและต้นกำเนิด
___
Standard Ballroom Style
Standard Ballroom หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า ‘บอลลูม’ เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในอังกฤษและฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 18-19 มีต้นกำเนิดจากชนชั้นสูงในยุโรป ดังนั้นจึงมีสไตล์การเต้นที่สง่างาม มีแบบแผน รูปแบบท่วงท่าชัดเจน ร่างกายมักอยู่ในท่าตรงและคงกรอบเต้นคู่ (closed frame) โดยแบ่งประเภทการเต้นออกเป็น 5 ประเภทได้แก่ Waltz, Tango, Viennese Waltz, Foxtrot และ Quickstep
ความสุขุมและความเป็นระเบียบแบบแผนของ ‘สุงิกิ ชินยะ’ (รับบทโดย เคย์ตะ มาชิดะ) สะท้อนผ่านบรรยากาศในสตูดิโอเต้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่การใช้ม่านทึบเพื่อควบคุมแสง แม้ว่าข้างนอกจะเป็นเวลากลางวันก็ยังคงปิดม่านเพื่อให้ควบคุมสมาธิในการฝึกซ้อมที่ต้องเป็นตามแบบแผนในทุกๆ วัน
ยิ่งไปกว่านั้น สตูดิโอของเขามักถ่ายทอดด้วยมุมกว้างหรือมุมสูง เพื่อให้เห็นกรอบและเหลี่ยมมุมของห้องที่ชัดเจน ลายพื้นสี่เหลี่ยม ประกอบการให้ไฟเน้นเป็นจุด ทำให้รู้สึกถูกห่อหุ้ม สร้างกรอบวินัยให้ผู้มาเยือนปฏิบัติตาม
จะเห็นว่าหากใครเข้ามาซ้อมในสตูดิโอนี้จะต้องสวมชุดสีดำล้วน ดูเป็นทางการเรียบร้อย แม้แต่ซูซูกิผู้รักอิสระก็ต้องเปลี่ยนชุดทุกครั้งที่มาเยือน เพื่อเป็นการเคารพศาสตร์การเต้น และเป็นการค่อยๆ เปิดใจรับสไตล์การเต้นที่แตกต่างจากตัวเอง
สตูดิโอแห่งนี้ยังถูกตกแต่งด้วยแชนเดอเลีย สร้างบรรยากาศที่หรูหรา ดูมลังเมลืองในความมืดคล้ายกับ Blackpool Tower ซึ่งเป็นสถานที่แข่งขันเต้นรำระดับโลกในเรื่องนี้ด้วย




___
Latin Style
ส่วนสไตล์ Latin มีรากฐานจากวัฒนธรรมการเต้นพื้นเมืองของชาวละตินอเมริกาและคาริบเบียน โดยเฉพาะในคิวบาที่เน้นจังหวะสนุกสนานและการเคลื่อนไหวร่างกายที่เฉียบขาดชัดเจน เน้นพลัง จังหวะ และการแสดงออกของร่างกายและสีหน้าอย่างมีอิสระในการเคลื่อนไหว และสามารถเปลี่ยนการจับคู่ระหว่างคู่เต้นได้ โดยแบ่งประเภทการเต้นออกเป็น 5 ประเภทได้แก่ Cha-Cha-Cha, Samba, Rumba, Paso Doble และ Jive
ละติน คือโลกที่ปล่อยให้สิ่งรอบตัวทำงานกับความรู้สึกภายใน และแสดงความรู้สึกนั้นออกมาผ่านการเต้น เป็นการเต้นแบบอิสระแต่ใช้พลังงานสูงมาก สตูดิโอของ ‘ซูซูกิ ชินยะ’ (รับบทโดย เรียวมะ ทาเกะอุชิ) จึงเต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติและอิสระ ไม่มีเส้นสายหรือลวดลายเหลี่ยมมาเป็นกรอบ
สตูดิโอใช้ผ้าม่านโปร่งรับแสงจากภายนอก แม้ว่าฉากจะถูกเกรดสีให้ติดโทนเย็น แต่สีเขียว-ฟ้าของฉากกลับทำให้เรารู้สึกแสงจ้าและอากาศร้อน เป็นการสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของการเต้นสไตล์ละตินที่ต้องมีความเร่าร้อน มีความเป็นอิสระและเปี่ยมไปด้วยพลังงาน
เครื่องแต่งกายปล่อยหลวมไร้กฎเกณฑ์ นอกจากจะเหมาะกับสภาพอากาศร้อนแล้ว ยังช่วยให้นักเต้นได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองได้เต็มที่ เราจึงมักเห็นซูซูกิและคู่แต่งตัวในสไตล์ของตนเองในเวลาซ้อม
ความอิสระที่สะท้อนผ่านเซ็ตติ้งสตูดิโอของซูซูกิคือการซ้อมเต้นบนดาดฟ้า การซ้อมที่ไม่ต้องพึ่งกระจกเงา เพราะละตินใช้ความรู้สึกและปล่อยร่างกายให้เป็นตามสิ่งที่ใจต้องการ ขณะที่บอลรูมต้องโฟกัสอยู่กับท่วงท่าที่เป๊ะทุกองศา
และนี่คือความเรียบง่ายที่เรามองว่าเจ๋งของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะแม้ว่าทั้งสองตัวละครจะอยู่ที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่รสนิยมของการเต้นกลับทำให้ทั้งคู่ปรับสภาพแวดล้อมของตัวเองได้ราวกับเหมือนอยู่คนละซีกโลกจริงๆ




___
ความแตกต่างที่ส่งผลถึง ‘รสนิยมการใช้ชีวิต’
ฉากที่ทำให้เราเห็นได้ชัดถึงความต่างขั้วของการเต้นสองสไตล์นี้ คือฉากที่สุงิกิและซูซูกิต่างแลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์กัน สุงิกิที่เต้นสแตนดาร์ดบอลรูมให้ความสำคัญการมีแบบแผน ใส่ใจพิธีรีตอง และระเบียบสังคม จึงได้พาซูซูกิไปภัตตราคารหรูหรา เพื่อสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบชนชั้นสูง
แต่นั่นกลับทำให้ซูซูกิรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง จึงพาสุงิกิไปทำความเข้าใจของโลกละตินในแบบของเขา จากบรรยากาศฉากภัตตราคารที่เงียบสุขุม กลายเป็นบรรยากาศปาร์ตี้แบบไร้พิธีรีตอง ทุกคนในงานต่างลุกขึ้นเต้นและไม่สนใจวิธีใช้ช้อนส้อมบนมารยาทโต๊ะอาหาร
ฉากนี้จึงย้ำให้เห็นว่าโลกของทั้งสองนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หากจะต้องมาบรรจบกัน นักเต้นจะต้องเป็นคนที่เปิดใจและโอบรับทุกความแตกต่างได้มากพอ เพราะการเต้นให้ได้ทั้งสองสไตล์ ไม่ต่างอะไรจากการพูดสองภาษาไปพร้อมๆ กัน

___
ในความต่าง มีความเหมือน
ใน 10DANCE จึงไม่ได้พูดถึงแค่ศาสตร์การเต้นที่ต่างขั้วเพียงเท่านั้น แต่ยังพูดถึงศาสตร์ความรักของทั้งซูซูกิและสุงิกิด้วย นอกจากทั้งคู่จะเป็นนักเต้นสายตรงข้ามกันแล้ว พื้นฐานนิสัยของทั้งคู่ยังแตกต่างกันอีกด้วย
ทว่าฉากไอคอนิกอย่างฉากในรถไฟฟ้ากลับทำให้เรารู้สึกได้ว่าทั้งคู่มีจุดที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยจิตวิญญาณของนักเต้นทั้งคู่ต่างมีเส้นทางที่โดดเดี่ยว เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจแสวงหาความสมบูรณ์แบบจากการเต้นเหมือนกัน
เมื่อทั้งคู่ได้โคจรมาเรียนรู้กัน ซูซูกิ เรียนรู้ที่จะมีแบบแผนและมีเหตุผลตามระบบคิดของนักเต้นบอลรูมมากขึ้น ขณะที่สุงิกิเองก็เรียนรู้ที่จะลองปล่อยให้ความรู้สึกนำเหมือนนักเต้นละตินเช่นกัน
การที่ สุงิกิ ตัดสินใจวิ่งตาม ซูซูกิ ขึ้นมาบนรถไฟฟ้า จึงเป็นตัวแทนของการพาทั้งคู่ไปวิ่งไปสู่อีกตัวตนหนึ่ง เป็นการยอมรับความรู้สึกอย่างเท่าเทียมที่ไม่ได้มีคนนำ-คนตามเหมือนการเต้นรำอีกต่อไป


ในฉากจบที่ทั้งคู่ตัดสินใจเต้นคู่กัน จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย การยอมก้าวออกจากกรอบขนบเดิมของ สุงิกิ ที่ไม่ถูกกะเกณฑ์ด้วยความเป็น ชาย-หญิง หรือ ผู้นำ-ผู้ตาม การแสดงจบนี้จึงพิเศษขึ้นไปอีก
แม้จะยังไม่ได้ชัยชนะในศึกใหญ่อย่าง 10DANCE และคำตอบของการเต้นที่สมบูรณ์แบบของทั้งคู่อาจไม่ใช่ ‘ชัยชนะ’ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ความสมบูรณ์แบบอาจเป็นการยอมรับในตัวตนอีกคนโดยที่ไม่เสียความเป็นตัวเองไปนั่นเอง
10DANCE จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ฉายภาพโลกของการเต้นรำเพียงเท่านั้น แต่ยังให้ความละเอียดอ่อนของภาษากายได้ทำงานกับคนดู จนเรารู้สึกได้จริงว่านี่คือหนังที่เล่าศาสตร์ความรักได้แนบเนียนเป็นเนื้อเดียวกับศาสตร์การเต้นจริงๆ



___
#Artof #Artofth #10DANCE #ArtofFilm
